เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

ลดแล้วลดอีก สู่เป้าหมายที่เป็นศูนย์

© UNICEF/Thailand/2012/Piyanun
พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและปก้ไขปัญหาเอดส์ เปิดงานปฐมนิทัศน์ยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559

โดย เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา

กรุงเทพมหานคร 2 กรกฎาคม 2555  – ประเทศไทยได้ให้คำมั่นที่จะมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเอดส์สู่เป้าหมายที่เป็นศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นด้าน การลดอัตราการติดเชื้อเอชไอวีใหม่ให้เป็นศูนย์ การลดอัตราการเสียชีวิตจากอาการโรคเอดส์ให้เป็นศูนย์ และการลดการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อหรือได้รับผลกระทบจากเชื้อเอชไอวีให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2559

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีการประกาศการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์สู่เป้าหมายที่เป็นศูนย์ทั้ง 3 ประการนี้ในระหว่างการเปิดตัวยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นงานที่มีผู้เข้าร่วมหลายร้อยคนจาก โดยเป็นผู้แทนจากรัฐบาล ภาคประชาสังคม ตลอดจนภาคธุรกิจด้วย

การที่มีผู้มาร่วมงานมากมายนั้นเป็นสิ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญอย่างมากต่อการควบคุมการติดเชื้อเอชไอวีและการรับมือกับปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับเชื้อดังกล่าวในประเทศไทย ซึ่งมีรายงานผู้ติดเชื้อรายแรกในปี พ.ศ. 2527 ตลอดระยะเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมามีการจัดทำโครงการป้องกันการติดเชื้อที่ครอบคลุมและมีเงินทุนในการดำเนินงานมากพอ จึงทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสถูกควบคุมได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกับที่การจ่ายยาต้านไวรัส ก็ช่วยลดอัตราการตายของผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมาก

มีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่อีกราว 43,000 คนในช่วงระยะเวลาห้าปีข้างหน้า ประมาณร้อยละ 60 ของผู้ติดเชื้อรายใหม่จะเป็นกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย กลุ่มผู้ขายบริการทางเพศกับผู้ใช้บริการ และกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด โดยอีกร้อยละ 30 จะเป็นการติดเชื้อระหว่างคู่รักหรือสามีภรรยา

พญ. เพชรศรี ศิรินิรันดร์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจัดการปัญหาเอดส์แห่งชาติ กล่าวว่า “ด้วยเจตนารมณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ เราทุกคนจะต้องช่วยกันมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ในขณะที่ตัวยุทธศาสตร์เองก็จะต้องมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพเพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์นั้นๆ ได้”   

พญ. เพชรศรีกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเอดส์สู่เป้าหมายที่เป็นศูนย์ทั้ง 3 ประการนี้มีความเชื่อมโยงกัน โดยเป้าหมายการลดการตีตราและเลือกปฏิบัติเป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ประชากรทุกกลุ่มสามารถการเข้าถึงบริการทั้งด้านป้องกันและการดูแลรักษาได้ทั่วถึงและเท่าเทียม เมื่อบรรลุเป้าหมายนี้แล้วก็น่าจะส่งผลไปสู่เป้าหมายที่เป็นศูนย์อีกสองเป้าหมาย นั่นคือ การไม่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่และไม่มีการเสียชีวิตเนื่องจากเอดส์

“เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มีอัตราลดลงอย่างมาก ประเทศชาติก็จะสามารถสนับสนุนทรัพยากรในการให้การดูแลรักษาประชากรที่ติดเชื้อทุกรายได้อย่างทั่วถึง” พญ. เพชรศรีกล่าว
ผู้เข้าร่วมงานประกอบไปด้วยผู้กำหนดนโยบายระดับสูง ข้าราชการ ทั้งจากส่วนกลางและระดับท้องถิ่น ผู้แทนจากเครือข่ายเอชไอวี/เอดส์ องค์การระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมและธุรกิจ ตลอดจนนักเคลื่อนไหว สื่อมวลชนและสมาชิกกลุ่มเสี่ยงต่างๆ เช่น กลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้ขายบริการทางเพศ ผู้ใช้ยาเสพติดและผู้ติดเชื้อเอชไอวี

จะมีการนำยุทธศาสตร์ห้าข้อมาใช้เพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมายเอดส์ที่เป็นศูนย์ ยุทธศาสตร์แรกคือการขยายการให้บริการป้องการการติดเชื้อที่คำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและมีความละเอียดอ่อนเรื่องเพศภาวะและเพศวิถีให้ครอบคลุมประชากรที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูงเป็นสำคัญ ยุทธศาสตร์ที่สองคือการปรับเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมทางสังคมและทางกฏหมายที่มีความสำคัญต่อการป้องกันและดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ยุทธศาสตร์ข้อที่สามและสี่คือ การเพิ่มความรับผิดชอบและความเป็นเจ้าแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งในระดับประเทศ จังหวัดและท้องถิ่น เพื่อช่วยกันป้องกันและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี ตลอดจนการให้ข้อมูลใหม่ๆ ทางยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ในทุกระดับ ยุทธศาสตร์ข้อสุดท้ายคือการปรับปรุงคุณภาพมาตรการและแผนงานด้านการให้บริการเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีของรัฐบาลที่มีอยู่เดิมให้เข้มข้นขึ้น

“ผมมีความมั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ในที่สุด เช่นเดียวกับที่เราได้กำจัดโรคต่างๆ เช่น ไข้ทรพิษและกาฬโรคได้สำเร็จมาแล้ว” รองนายกรัฐมนตรียุทธศักดิ์ ศศิประภา ผู้เป็นประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์กล่าว

ยูนิเซฟได้ให้การสนับสนุนด้านการเงินและเทคนิกในการพัฒนายุทธศาสตร์แห่งชาติดังกล่าวโดยเน้นความสำคัญต่อเด็กผู้ติดเชื้อเอชไอวี ตลอดจนเด็กและผู้หญิงด้อยโอกาสที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศนำร่องแรกๆ ที่รับแผนการแก้ไขปัญหาเอดส์สู่เป้าหมายที่เป็นศูนย์มาใช้” โรเบิร์ต แกส หัวหน้าแผนกเอชไอวี/เอดส์ องค์การยูนิเซฟประเทศไทย กล่าว “นี่ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะมันหมายถึงการลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่และลดการเสียชีวิตจากเอดส์ให้ใกล้เคียงกับศูนย์ รวมถึงการลดการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ ยิ่งไปกว่านั้น แผนงานนี้เป็นแผนงานระดับชาติที่มีความละเอียดและครอบคลุมประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังพูดถึงแง่มุมด้านกายภาพ จิตใจและสังคมอีกด้วย”

แกสกล่าวว่าแผนงานแต่ละส่วนมีความยากง่ายในการดำเนินการไม่เท่ากัน การลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกจะสามารถทำได้ง่ายมาก เพราะอัตราการป้องกันการติดเชื้อในกลุ่มนี้มีความสำเร็จสูงถึงร้อยละ 95 อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การลดการตีตราและเลือกปฏิบัติจัดเป็นความท้าทายที่สำคัญ

“การลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีทำได้ยาก เพราะสังคมโดยรวมยังขาดข้อมูล ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี/เอดส์” แกสกล่าว “ผลจากการตราและเลือกปฏิบัตินี้เองที่ทำให้คนทั่วไปลังเลที่จะป้องกันหรือเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ในขณะที่ผู้ที่ติดเชื้อไปแล้วก็ไม่ยอมเข้ารับการรักษา”

แกสกล่าวว่าความเข้าใจเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวีที่ชัดเจนขึ้นจะช่วยให้คนทั่วไปมีทัศนคติที่ดีขึ้นต่อผู้ติดเชื้อ ตัวอย่างเช่น สังคมต้องมีความเข้าใจว่า เชื้อเอชไอวีไม่ติดต่อทางการสัมผัส หรือการกระทำต่างๆ เช่น การสัมผัสแตะเนื้อต้องตัว การจุมพิต การไอ การใช้ห้องสุขาหรือสระว่ายน้ำร่วมกัน เขากล่าวด้วยว่ารัฐบาลจะต้องขยายการให้บริการสำหรับประชากรที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงให้มากขึ้น

“แม้เชื้อเอชไอวี/เอดส์จะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เหมือนโรคภัยอื่นๆ แต่ก็สามารถรักษาให้อาการดีขึ้นได้” แกสว่า “เด็กๆ ที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถเจริญเติบโตและใช้ชีวิตอย่างปรกติเหมือนเด็กอื่นๆ หากได้รับการดูแลและการรักษาอย่างเหมาะสม เด็กๆ เหล่านี้มีสิทธิที่จะได้รับความรัก การดูแลเอาใจใส่และความช่วยเหลือจากทั้งครอบครัวและชุมชนของพวกเขา พวกเขายังมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาและโอกาสที่จะพัฒนาเต็มตามศักยภาพเช่นเดียวกับเด็กอื่นๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้มีส่วนในการสร้างสรรค์อนาคตของประเทศชาติได้อย่างเต็มที่”

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children