เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

ถนนกลับบ้าน

โดย เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา

(ต้นฉบับภาษาอังกฤษได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 24 พฤษภาคม 2554)

กรุงเทพฯ 24 พฤษภาคม 2554 - ฟ้าหาญ (นามสมมติ) ยิ้มหัวหยอกล้อกับเพื่อนในสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ดซึ่งกลายมาเป็นบ้านชั่วคราวของเขามาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 เป็นต้นมา แต่รอยยิ้มของเขาไม่อาจปกปิดความเศร้าหมองลึกๆ ในดวงตาของเด็กชายพม่าวัยเก้าขวบคนนี้ได้ ความเศร้าหมองที่อาจมีที่มาจากการถูกกระทำมิชอบในอดีตก่อนที่จะมาอยู่ที่สถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด

ประมาณกว่าหนึ่งปีก่อนหน้านี้ฟ้าหาญและพี่สาวถูกค้ามนุษย์มาจากเมืองเมียววดี สหภาพพม่า ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่มีความวุ่นวายทางการเมืองตรงข้ามอำเภอแม่สอดของประเทศไทย เขาและพี่สาวถูกผลักเข้ารถโดยสารและนำตัวมากรุงเทพฯ เมื่อถึงกรุงเทพฯ เด็กทั้งสองถูกบังคับให้เดินขายดอกกุหลาบให้กับนักท่องเที่ยวตามถนนยามค่ำคืน เมื่อใดที่เด็กทั้งสองไม่อยากออกไปขายดอกไม้หรือขายได้น้อย เด็กทั้งสองก็จะถูกเฆี่ยนตี ในที่สุดหลังจากที่ไม่อาจทนกับสภาพความเป็นอยู่ดังกล่าวได้อีกต่อไป ฟ้าหาญและพี่สาวจึงตัดสินใจหลบหนีออกมา เป็นโชคดีของเด็กทั้งสองคนที่ได้พบกับชายไทยคนหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวของเขาแล้วได้นำตัวเด็กทั้งสองไปหาตำรวจ

ในขณะที่พี่สาวของฟ้าหาญถูกนำตัวไปส่งที่สถานแรกรับเด็กหญิง ฟ้าหาญได้ถูกพามาที่สถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ดซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าบ้านภูมิเวท จังหวัดนนทบุรี บ้านภูมิเวทให้ที่พักพิงชั่วคราวกับเด็กชายทั้งไทยและต่างชาติกว่า 130 คนที่อยู่ในระหว่างอายุ 6-18 ปีที่ต้องการความคุ้มครอง บ้างก็เป็นเด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้าหรือเด็กขอทาน บ้างก็เป็นเด็กที่ถูกค้ามนุษย์หรือเด็กที่ถูกกระทำทารุณหรือที่ถูกใช้ความรุนแรงในครอบครัว ประมาณร้อยละ 40 ของเด็กชายทั้งหมดที่อยู่บ้านภูมิเวทมาจากประเทศเพื่อนบ้านเช่น กัมพูชาและพม่า

บ้านภูมิเวทเป็นสถานแรกรับเด็กชายเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นมากกว่า 50 ปีแล้วและได้ให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ แก่เด็กชายที่ต้องการความคุ้มครองและความช่วยเหลือมาโดยตลอด ทั้งในด้านความต้องการพื้นฐาน การศึกษาและทักษะวิชาชีพในระยะสั้น หรือประมาณสามเดือน อย่างไรก็ตาม บางครั้งเด็กต่างชาติบางคนต้องอยู่ที่สถานแรกรับนานกว่านั้นถ้าหากไม่สามารถสืบหาครอบครัวของเด็กได้พบ หรือถ้าหากเด็กต้องเป็นพยานสำหรับคดีอาญาที่เกี่ยวกับการกระทำทารุณ การแสวงประโยชน์และการค้ามนุษย์

เด็กชายชาวพม่าบางคนอยู่ที่บ้านภูมิเวทมาเป็นเวลาห้าปีแล้ว เพราะพวกเขาถูกจับตัวมาที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ยังเล็กมาก จึงไม่สามารถจำบ้านเกิดหรือครอบครัวเดิมของตนเองได้

“จุดประสงค์ของบ้านคือการให้สถานที่พักพิงชั่วคราว แต่เด็กต่างชาติบางคนต้องอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน” ศิริรัฐ ชุณศาสตร์ เจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว “ถ้าหากเด็กมาจากพม่า อาจจะต้องใช้เวลาหลายปีในการสืบหาครอบครัวของเด็ก ในช่วงนั้นเด็กก็มักจะพลาดโอกาสทางการศึกษาเพราะไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือในภาษาของตน"

การศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย

ยูนิเซฟต้องการประกันว่าเด็กทุกคนไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ ชาติพันธ์หรือศาสนาใดจะต้องได้รับการศึกษา เราสนับสนุนให้ภาคีในการพัฒนาของเราคือ องค์การเฟรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จัดการสอนทักษะชีวิตและการศึกษานอกระบบให้กับเด็กในสถานแรกรับในภาษาท้องถิ่นของเด็ก ต่อไปเมื่อเด็กเริ่มเข้าใจภาษาไทยก็จะสามารถเลือกการเรียนวิชาชีพที่มีการจัดสอนให้ได้ เช่นการทำผม การฝีมือและการเล่นดนตรี

มิ่น ยาซา ตัน เจ้าหน้าที่เชื้อชาติพม่าคนหนึ่งจากองค์การเฟรนด์จะมาที่สถานแรกรับกับเจ้าหน้าที่ชาวกัมพูชาสัปดาห์ละสามครั้งเพื่อสอนเด็กต่างชาติและจัดกิจกรรมนันทนาการสำหรับเด็ก

“เราสอนตามหลักสูตรการศึกษาของแต่ละประเทศ” ยาซากล่าว “เราจะตัดสินว่าเด็กควรจะอยู่ในชั้นใดและปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็กแต่ละคน” ยาซาเล่าว่าสถานแรกรับนี้ในปัจจุบันจัดการศึกษาในระดับชั้นป.1-3 ในวิชาหลักๆ เช่นคณิตศาสตร์ ภาษา ภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม

เจ้าหน้าที่ยังทำรายงานประวัติของเด็กแต่ละคน มีข้อมูลเกี่ยวกับเหตุผลที่เด็กเดินทางมายังประเทศไทยและปัญหาที่เด็กต้องประสบในประเทศถิ่นฐานของตน รายงานนี้จะถูกส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในแต่ละประเทศเพื่อสืบหาครอบครัวของเด็กต่อไป

แต่ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะได้รับการส่งตัวกลับประเทศทุกราย ถึงแม้ว่าจะสามารถสืบหาครอบครัวของเด็กได้พบก็ตาม การจะส่งตัวเด็กกลับประเทศหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลแต่ละประเทศว่าควรที่จะส่งเด็กกลับไปสู่ครอบครัวเดิมหรือให้เด็กอยู่ที่สถานแรกรับต่อไป

“ถ้าหากเด็กถูกพ่อแม่บังคับให้มาทำงานในประเทศไทย หรือถูกทำร้ายหรือแสวงประโยชน์โดยครอบครัวของเขา รัฐบาลก็อาจจะตัดสินใจว่าน่าเป็นคุณแก่ตัวเด็กมากกว่าที่จะอยู่ที่สถานแรกรับและเรียนหนังสือหรือได้รับการฝึกวิชาชีพและได้รับการคุ้มครองต่อไป แทนที่จะกลับไปบ้านเกิดของตน” ยาซากล่าว

เรื่องราวของฟ้าหาญ

ในกรณีของฟ้าหาญและพี่สาวนั้น นายหน้าไปติดต่อโดยตรงกับครอบครัวของเด็กทั้งสองและขอซื้อตัวเด็กทั้งสองมาด้วยเงินสามพันบาท พ่อแม่ของฟ้าหาญซึ่งเป็นสมาชิกชนกลุ่มน้อยที่ยากจนกลุ่มหนึ่งของพม่ายอมรับข้อเสนอดังกล่าว

“เงินสามพันบาทนั้นนับว่าเยอะมากสำหรับพม่า” ยาซาอธิบาย “นายหน้าสัญญาที่จะดูแลเด็ก ให้การศึกษาและจ่ายเงินพ่อแม่ของเด็กทุกๆ เดือน แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะหยุดจ่ายหลังจากสองสามเดือนภายหลังจากที่ได้เด็กไปแล้ว”

ฟ้าหาญไม่ได้รับการศึกษาใดๆ ในระหว่างที่อยู่กับนายหน้า ตามที่ยาซาเล่า เด็กทั้งสองจะนอนตอนกลางวันและถูกบังคับให้ตื่นมาตอนกลางคืนเพื่อไปขายดอกไม้ตั้งแต่สองทุ่มเป็นต้นไปจนกระทั่งฟ้าสาง เด็กทั้งสองขายได้ดอกไม้ได้ประมาณหนึ่งพันบาทต่อคืน แต่นายหน้าจะให้เงินซื้อขนมแค่สิบบาทเท่านั้น

“ในตอนแรกที่มาอยู่ที่สถานแรกรับ ฟ้าหาญไม่เชื่อใจใครทั้งนั้นเพราะประสบการณ์ที่เลวร้ายที่ผ่านมา” ยาซากล่าว “เขาเงียบซึมและกลัวไปหมดทุกอย่าง เราต้องเล่นกับเขาอยู่นานและค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ขึ้นทีละเล็กละน้อย แต่เดี๋ยวนี้เขามีความสุขแล้วและเป็นมิตรกับทุกคน”

ฟ้าหาญบอกว่าเขาชอบเรียนทั้งภาษาพม่าและภาษาไทยและชอบฟังเพลงพม่า ในเวลาว่างเขาชอบอาสาช่วยในครัว ซึ่งทำให้เขาได้รับสิทธิพิเศษได้กินอาหารก่อนเด็กคนอื่นๆ เป็นการตอบแทน

พี่สาวของฟ้าหาญตอนนี้ได้กลับไปอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านแล้ว ฟ้าหาญหวังว่าจะถึงคราวที่เขาได้กลับในเร็ววันนี้

“เด็กกัมพูชาได้กลับบ้านง่ายกว่าเด็กพม่า” ยาซาบอก อธิบายเพิ่มเติมว่าอาจจะใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็มก่อนที่เด็กพม่าจะได้กลับคืนสู่ครอบครัวเดิมของพวกเขา

ณ จุดผ่านแดนปอยเปตในกัมพูชา มีศูนย์แรกรับของรัฐบาลที่รับเด็กที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศไทย ศูนย์ดังกล่าวให้ที่พักชั่วคราวและความช่วยเหลือแก่เด็กและในขณะเดียวกันก็สืบหาครอบครัวของเด็กไปพร้อมๆ กัน แต่กรณีของเด็กพม่านั้นต่างกันเพราะรัฐบาลพม่าไม่ยอมรับเด็กกลับจนกว่าจะสืบหาครอบครัวของเด็กพบ ยาซาบอก

ฟ้าหาญเป็นหนึ่งในจำนวนเด็กที่โชคดี เจ้าหน้าที่ตามหาครอบครัวของเขาพบ และเขาจะได้กลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่และพี่น้องอีกสามคนในเร็ววันนี้

“ผมคิดถึงพม่าและครอบครัวของผมมาก” ฟ้าหาญบอกเป็นภาษาไทย “ผมอยากกลับบ้านจนแทบจะรอไม่ไหวแล้ว”

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children