เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

ยูนิเซฟช่วยเด็กในย่านชุมชนแออัดในกรุงเทพฯให้ได้รับการศึกษา

โดย แอนดี้ บราวน์

ดูเรื่องราวชีวิตของนุชผ่านยูทูบ

กรุงเทพ 6 มีนาคม 2554 - เด็กหญิงนุช (ชื่อสมมติ) อายุ 12  ปี อยู่กับแม่ของเธอชื่อดาว พ่อเลี้ยงและพี่น้องอีกห้าคนในกระท่อมคูหาเดียวในย่านชุมชนสลัมเล็กๆ ใกล้ปากคลองตลาดในเขตกรุงเทพฯ เมื่อก่อนนุชเคยขอทานอยู่ตามย่านการค้าแห่งหนึ่งของกรุงเทพจนกระทั่งวันหนึ่งแม่ของเธอตัดสินใจหาเลี้ยงชีพด้วยหนทางอื่น ทุกวันนี้นุชและน้องๆ ต้องขายพวงมาลัยเหล่านี้ให้กับนักท่องเที่ยวและผู้คนที่มาบูชาพระในวัดย่านบางลำพูในราคาที่ต่ำกว่าที่ขายตามร้านดอกไม้ทั่วไป

“หนูจะออกจากบ้านพร้อมกับแม่และน้องๆ ประมาณตีห้าหรือหกโมงเช้า” นุชเล่า “เราจะขนพวงมาลัยประมาณ 400 พวงไปที่บางลำพู แม่จะนั่งขายกับน้องคนเล็กอายุสองขวบ ส่วนหนูกับน้องๆ คนอื่นจะเดินไปขายรอบๆ เราต้องขายให้หมดถึงจะกลับบ้านกัน บางทีก็ประมาณห้าทุ่มครึ่งหรือบางครั้งก็ตีสอง”

การทำงานข้างถนนจนดึกดื่นทำให้เด็กอย่างนุชต้องเสี่ยงต่อการถูกกระทำมิชอบหรือถูกแสวงประโยชน์ น้องชายของนุชเคยถูกตำรวจจับส่งไปบ้านพักเด็กและครอบครัว แต่ตอนนี้กลับมาอยู่บ้านแล้ว นุชมักขาดเรียนอยู่เสมอเพราะต้องทำงาน

“หนูไม่ค่อยได้ไปโรงเรียน” นุชบอก “บางครั้งไป บางครั้งก็ไม่ไป วันไหนถ้าแม่ขายพวงมาลัยไม่ได้เลย แม่ก็ไม่มีเงินให้เราไปโรงเรียน หนูชอบไปโรงเรียน แต่หนูยังอยู่ชั้น ป. 1 อยู่เพราะขาดสอบอยู่เรื่อย”

ครอบครัวของนุชต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำกันอยู่เป็นประจำ “เราขายพวงมาลัยได้เงินประมาณ 500 บาทต่อวัน” ดาว แม่ของนุชอธิบาย ขณะที่เธอกำลังเตรียมอาหารเย็นให้กับสมาชิกครอบครัว “ค่าเช่าบ้านแค่ 1,500 บาทต่อเดือนก็จริงแต่ฉันต้องหาข้าวให้ลูกกินและต้องให้เงินลูกไปโรงเรียน เมื่อวานนุชลืมเงินที่ขายพวงมาลัยไว้ในรถตุ๊กตุ๊ก วันนี้เราเลยไม่มีเงินซื้อดอกไม้”

ย่านชุมชนแออัดที่นุชและครอบครัวอยู่ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับเด็ก ย่านสลัมแห่งนี้ประกอบด้วยบ้าน 50 ครัวเรือนที่เบียดเสียดกันอยู่ในที่ดินแปลงเล็กๆ ระหว่างโรงเรียนและถนนใหญ่ บ้านทุกบ้านในที่ดินนี้ยกเว้นบ้านของเจ้าของชุมชนล้วนแต่เป็นบ้านไม้เก่าๆ ที่ทรุดโทรมใกล้พังเต็มที มีสายไฟฟ้าห้อยต่ำระโยงระยางตามทางเดิน บางบ้านมีการตกแต่งด้วยกรงนกหรือรูปภาพของดารานักร้องที่ฉีกออกมาจากนิตยสารปะตามฝาด้านนอกของบ้าน บางหลังให้คนงานอพยพหรือหญิงขายบริการทางเพศเช่าด้วยราคาประมาณ 50 บาทต่อวัน และก็ยังมีขยะทิ้งอยู่เกลื่อนกลาดตามพื้นซึ่งเด็กๆ วิ่งป้วนเปี้ยนไปมาด้วยเท้าเปล่า

ถึงแม้ว่าย่านชุมชนแออัดแห่งนี้จะอยู่ติดกับโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีอาคารใหญ่โตและอุปกรณ์การเรียนการสอนพร้อม ครอบครัวในย่านชุมชนนี้ก็ไม่มีเงินพอที่จะส่งลูกให้เรียนในโรงเรียนนี้ อย่างดีที่สุดถ้าโชคดีพอ เด็กบางคนก็ต้องเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนวัดที่อยู่ไกลออกไปพอสมควร

© UNICEF Thailand/2011/Athit Perawongmetha
นุชวาดรูปบ้านที่อยู่ติดกับน้ำตกในห้องเรียนของชุมชน

ดูรูปชีวิตนุชผ่านแกลเลอรี่รูปใน Flickr

สิทธิที่จะได้รับการศึกษา

องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยมุ่งที่จะประกันว่าเด็กทุกคน รวมทั้งเด็กที่อาศัยอยู่ในเขตชุมชนแออัดของกรุงเทพฯ จะต้องได้รับการศึกษา “เด็กทุกคนในประเทศไทยมีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้เข้าเรียน” ศิริรัตน์ ชุณศาสตร์ เจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กของยูนิเซฟ อธิบาย “แต่เจ้าหน้าที่มักไม่ค่อยตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ โดยมักจะขอหลักฐานเอกสารประจำตัวของเด็ก เช่น สูติบัตร ซึ่งเด็กยากจนหรือเด็กอพยพส่วนใหญ่ไม่มี เด็กที่อพยพมาจากประเทศอื่นมักจะกลัวที่จะไปโรงเรียนเพราะกลัวว่าจะถูกจับตัวส่งกลับประเทศ”

องค์การยูนิเซฟร่วมงานกับรัฐบาลไทยและภาคีในระดับท้องถิ่นพัฒนาแนวทางการทำงานเชิงป้องกันสำหรับเด็กนอกระบบโรงเรียน แทนที่จะพรากเด็กออกจากครอบครัว ยูนิเซฟพยายามที่จะช่วยครอบครัวของเด็กให้หลุดจากความยากจนเพื่อให้สามารถส่งเสียเด็กให้อยู่ในระบบโรงเรียนต่อไปได้ ในย่านชุมชนแออัดที่นุชอาศัยอยู่นั้น ยูนิเซฟให้การสนับสนุนกลุ่มเพื่อนเพื่อน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์การเฟรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ดำเนินการเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว

กลุ่มเพื่อนเพื่อนทำงานกับชุมชนในสามรูปแบบด้วยกันคือ รูปแบบแรกคือการจัดห้องเรียนในชุมชนโดยเจ้าหน้าที่ขององค์กรเป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะชีวิตแก่เด็กๆ ห้องเรียนกลายเป็นสถานที่ที่ให้เด็กได้มาทำการบ้าน ส่วนเด็กเล็กจะได้ทำกิจกรรมเล่นสนุกในห้องเรียน นอกจากนี้ยังมีการจัดบริการด้านสุขภาพให้แก่เด็กพร้อมๆ กันไป

ในห้องเรียนชุมชนนี้ นุชวาดรูปบ้านซึ่งอยู่ใกล้กับน้ำตกที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้ มีผีเสื้อโบยบินและลูกโป่งรูปหัวใจ ในขณะเดียวกัน ต่อ (นามสมมติ) น้องชายของนุชก็เล่นตัวต่อเลโก้โดยมีเจ้าหน้าที่องค์การเฟรนด์ ทำแผลที่เท้าของต่ออยู่ใกล้ๆ “พี่ๆ อาสาสมัครช่วยสอนการบ้านให้” นุชบอก “บางครั้งพี่ขอให้หนูวาดรูป หนูชอบที่นี่เพราะพี่ๆ ใจดี ก็ดีที่เรามีห้องเรียนที่ใกล้บ้านเพราะหนูเดินมาได้ตอนบ่ายเวลาที่ไม่ได้ไปโรงเรียน แม่ก็ไม่เคยห้ามหนูไม่ให้มาที่นี่”

“ประมาณครึ่งหนึ่งของเด็กในชุมชนมาที่ศูนย์ของเราเป็นประจำ”วุฒยา เจริญผล เจ้าหน้าที่จากองค์การเฟรนด์กล่าว “ในขั้นแรกเราต้องทำความรู้จักกับเด็กก่อนเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของเด็ก เราจะแจกบัตรข้อมูลให้กับเด็ก เด็กสามารถโทรศัพท์หาเราได้ถ้าหากมีปัญหา”

องค์กรเฟรนด์ยังทำงานกับชุมชนเพื่อประกันว่าเด็กในชุมชนมีเอกสารหลักฐานทางการทุกอย่างที่จำเป็น “เราเก็บจะสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ในแฟ้มขององค์กร สำหรับใช้เวลาเข้าเรียน” แอนอธิบายเพิ่มเติม

รูปแบบที่สองคือการดำเนินโครงการ “ชุมชนเด็กปลอดภัย” องค์กรเฟรนด์ได้ฝึกอบรมอาสาสมัคร 15 คนที่อยู่ในชุมชนเกี่ยวกับสิทธิเด็ก อาสาสมัครเหล่านี้ทำหน้าที่เฝ้าระวังเด็กเวลาพ่อแม่ของเด็กไม่อยู่และรายงานในกรณีที่มีการกระทำมิชอบหรือการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้น “เป็นสิ่งที่ดีที่ควรทำ” นงลักษณ์ ขาวหมอก อายุ 66 ปีกล่าว “ถ้าหากฉันเห็นว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับเด็ก หรือเด็กถูกตบตี ฉันจะบอกเฟรนด์ เมื่อก่อนมีเด็กหลายคนติดยาแต่ตอนนี้พวกเขากลับเนื้อกลับตัวแล้ว พ่อแม่ของเด็กชอบที่เราช่วยระวังและให้ความช่วยเหลือเด็ก”

การเสริมรายได้ให้ครอบครัว

รูปแบบสุดท้ายคือการจัดกิจกรรมเสริมรายได้สำหรับครอบครัว องค์การเฟรนด์สนับสนุนเงินทุน อุปกรณ์ทำกินและการฝึกอบรมสำหรับการทำธุรกิจขนาดย่อม เช่นการทำสร้อยและเครื่องประดับอื่นๆ จากกระดาษรีไซเคิล และองค์การเฟรนด์ก็จะช่วยขายผลิตภัณฑ์เหล่านั้นให้ แต่พ่อแม่ของเด็กจะต้องเซ็นข้อตกลงว่าจะให้ลูกเรียนหนังสือในโรงเรียนเป็นการตอบแทน

“ฉันมีลูกหกคนและมีหลานอีกเยอะแยะจนนับไม่ไหว” ยายน้อย อายุ 59 ปีบอก “เมื่อก่อนเราเคยขายของชำแต่กำไรไม่ดีตั้งแต่รัฐบาลไล่ที่คนออกไปเยอะ เฟรนด์ช่วยให้สอนให้ทำอะไรใหม่ๆ เดี๋ยวนี้ลูกสาวฉันร้อยสร้อยคอจากลูกปัดกระดาษ ส่วนฉันทำถุงใส่ของจากกระสอบข้าวเก่า เฟรนด์ซื้อสร้อยคอจากเราเส้นละ 85 บาทและถุงในราคา 60 บาท”

ด้วยความสนับสนุนจากยูนิเซฟ องค์การเฟรนด์อินเตอร์เนชั่นแนลทำงานกับย่านชุมชนแออัดอีกสองแห่งในกรุงเทพ ตามถนนและบ้านพักเด็กและครอบครัวสี่แห่ง อย่างไรก็ตามในกรุงเทพมีชุมชนแออัดกว่าพันแห่งและมีเด็กจำนวนมากในชุมชนเหล่านี้ที่ยังขาดโอกาสทางการศึกษา ท่านสามารถช่วยยุติวงจรนี้ได้ด้วยการบริจาคเงินผ่านองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และสนับสนุนเราในการส่งเสริมให้เด็กๆ ได้ไปโรงเรียน

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children