เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

โรงเรียนในไร่ส้ม: สถานที่ให้การศึกษาแก่เด็กๆลูกหลานของแรงงานต่างด้าว

© UNICEF Thailand/2010/M. Thomas

โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

เชียงใหม่ พฤศจิกายน 2553 – ภายในไร่ส้มแห่งหนึ่งในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ใกล้เขตชายแดนพม่า มีสิ่งก่อสร้างชั้นเดียวง่ายๆ พื้นทำด้วยคอนกรีตขรุขระ ฝาผนังเป็นลำไม้ไผ่และหลังคามุงแฝกตั้งอยู่ ครั้งหนึ่งเจ้าของไร่ส้มเคยใช้เป็นที่เก็บปุ๋ยและเครื่องไม้เครื่องมือในการทำไร่ต่างๆ แต่ปัจจุบันถูกแปลงสภาพเป็นสิ่งที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือ เป็นสถานที่ให้การศึกษาแก่เด็กๆ ที่เป็นลูกหลานของแรงงานต่างด้าว

ในตอนเช้าที่มืดครึ้มวันหนึ่ง ขณะที่เมฆฝนพัดผ่านแนวต้นส้มแถวแล้วแถวเล่า เสียงของเด็กๆ ชาวไทใหญ่กว่า 50 คนดังก้องอยู่ภายในอาคารเรียน เด็กๆ พากันท่องจำตัวอักษรภาษาไทย บ้างก็เล่นของเล่นทำเองจากเศษวัสดุเหลือใช้ และบางคนกำลังหัดทำขนมไทใหญ่

พ่อแม่ของเด็กๆ เหล่านี้หนีความยากจนและความลำบากในรัฐฉาน ประเทศพม่าเพื่อมาหางานทำในไร่ส้มที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ด้วยความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่า และสำหรับเด็กๆ เองแล้วโกดังเก็บของหลังเก่านี้ ซึ่งตอนนี้คือ “ศูนย์การเรียนบ้านแม่สูนน้อย” นั้นเป็น “โรงเรียน” เพียงแห่งเดียวที่พวกเขาเคยรู้จัก

“ผมไม่เคยรู้เลยว่าโรงเรียนหน้าตาเป็นยังไง จนกระทั่งได้มาที่นี่” ดิน ลุงจันทร์ อายุ 13 ปีบอก เขาเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่สาม เขากับครอบครัวใช้เวลาหลายสัปดาห์ข้ามชายแดนพม่ามายังประเทศไทยเมื่อสี่ปีก่อน   “แต่ผมคิดว่าโรงเรียนคงจะเป็นที่ๆ มีเด็กเยอะแยะ”

อำเภอฝางเป็นแหล่งปลูกส้มที่ใหญ่ที่สุดแห่งของประเทศไทยและเป็นที่ที่แรงงานจากรัฐฉานอพยพเข้ามาหางานทำเป็นจำนวนมาก ภายในเวลาสองสามปีที่ผ่านมา องค์การยูนิเซฟประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนการตั้งโรงเรียน 7 แห่งภายในไร่ส้มหลายแห่งที่ฝาง ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนทั้ง 7 แห่งมีเด็กและเยาวชนลูกหลานแรงงานต่างด้าวกว่า 300 คนกำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษา

“เมื่อสองสามปีก่อน เด็กเหล่านี้ส่วนมากจะไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเลย” อดุลย์ ดวงดีทวีรัตน์ ผู้จัดการโครงการของกลุ่มเพื่อเด็ก (Group for Children) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ริเริ่มโครงการโรงเรียนในไร่ส้ม “พออายุได้สัก 10 ขวบ เด็กๆ ก็จะต้องไปช่วยพ่อแม่ทำงานในสวนส้มแล้ว ผมคิดว่าเราจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เขาได้ไปโรงเรียน เหล่านี้”

ลูกหลานแรงงานต่างด้าวเหล่านี้นับเป็นส่วนหนึ่งของเด็กวัยปฐมกว่า 900,000 ที่ไม่ได้เข้าเรียนหรือเข้าเรียนช้ากว่าเกณฑ์ ทั้งๆ ที่กฏหมายไทยระบุว่าเด็กทุกคนในประเทศไทย รวมถึงบุตรหลานของแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีสถานะทางกฏหมายมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาและมีสิทธิเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐบาล แต่กระนั้นจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่ามีเด็กๆ บุตรหลานแรงงานต่างด้าวเพียง 75,000 คนเท่านั้นที่เข้าโรงเรียน

© UNICEF Thailand/2010/M. Thomas

จากรายงานการสำรวจอัตราการเข้าถึงการศึกษาของลูกหลานแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย พบว่าผู้ปกครองจำนวนมากไม่ส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนเนื่องจากกลัวถูกจับ ส่งผลให้เด็กจำนวนมากต้องไปช่วยพ่อแม่ทำงานแทนที่จะไปโรงเรียน ในขณะเดียวกันความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา และภูมิหลังทางการศึกษาก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กๆ เหล่านี้ไม่ไปเข้าโรงเรียนของรัฐบาล

นอกจากนี้ ความอคติของครูหรือเจ้าหน้าที่การศึกษาที่มีต่อเด็ก ตลอดจนการขาดงบประมาณจากรัฐก็เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงเรียนของเด็กๆ ด้วย

ที่ศูนย์บ้านหนองงูเหลิม ซึ่งเป็นโรงเรียนในไร่สวนส้มอีกแห่งหนึ่ง ผู้มาเยี่ยมชมจะเห็นป้ายไม้ติดไว้ที่อาคารเล็กๆ หลังหนึ่งสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน บนป้ายไม้จะมีชื่อผู้ปกครองที่ช่วยกันบริจาคเงินคนละเล็กละน้อยสำหรับสร้างอาคารหลังนี้  และเช่นเดียวกับอีกหลายๆ โรงเรียนในไร่ส้ม ผู้ปกครองมักเรี่ยไรเงินกันช่วยสร้างและปรับปรุงอาคารเรียน ซึ่งทำด้วยวัสดุง่ายๆ  โรงเรียนในไร่ส้มทั้ง 7 แห่งจะมีห้องเรียนเพียงสองสามห้อง โดยนักเรียนทั้งเด็กเล็กเด็กโตต้องเรียนรวมกัน

แม้ว่าพวกเขาจะขาดแคลนทรัพยากรทางการศึกษา แต่โรงเรียนในไร่ส้มเป็นสถานที่ ๆ สอนให้เด็กๆ อ่านออกเขียนได้ และคิดเลขเป็น  นอกจากนี้เด็กๆ ยังได้เรียนได้เรียนภาษาและศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวไทใหญ่อีกด้วย  เด็กๆมักนำสิ่งที่ได้จากห้องเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ช่วยพ่อแม่สื่อสารกับหมอและพยาบาลเวลาไปโรงพยาบาล ช่วยอ่านฉลากยา และช่วยคำนวณค่าแรง

รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟประเทศไทยกล่าวว่า “เด็กๆ สามารถนำสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ในห้องเรียนไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ในขณะที่ก็ไม่ลืมวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของตนเอง โดยบทเรียนสำหรับเด็กๆ เหล่านี้ต้องเหมาะกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิหลังทางการศึกษาของนักเรียน นอกจากนี้ครูจะต้องมีความละเอียดอ่อนและเข้าใจปัญหาต่างๆ ที่เด็กเหล่านี้ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ซึ่งยังคงเป็นปัญหาสำหรับพวกเขาอยู่ในปัจจุบัน”

รังสรรค์กล่าวเสริมว่าการมีส่วนร่วมของกระทรวงศึกษาธิการเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในไร่ส้ม ในพ.ศ. 2551 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพฐ.) 3 จังหวัดเชียงใหม่ได้รับรองโครงการโรงเรียนในไร่ส้มให้เป็นโครงการนำร่องด้านการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กๆ ลูกหลานแรงงานต่างด้าว โดยให้ความช่วยเหลือทั้งด้านวิชาการและการประเมินผล ตลอดจนการฝึกอบรมครู

นอกจากนี้ การรับรองจากสพฐ. ทำให้โครงการโรงเรียนในไร่ส้มเป็นที่น่าเชื่อถือในหมู่ชาวบ้านรวมถึงผู้ปกครองของเด็กๆ อีกด้วย

“ตอนแรกพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ค่อยอยากพาลูกหลานมาโรงเรียนเพราะการต่อต้านของชาวบ้านในชุมชนที่คิดว่าโรงเรียนเป็นที่เผยแพร่ศาสนาอื่น หรือเป็นขบวนการอะไรบางอย่างของพม่า” ปราณี ไชยา ครูที่ศูนย์การศึกษาบ้านแม่สูนน้อยเล่า

ตอนนั้นปราณีบอกว่าเธอต้องเดินไปตามบ้านแต่ละหลังในสวนส้มเพื่อขอให้พ่อแม่พาลูกๆ มาเข้าโรงเรียน เธอเล่าว่าโรงเรียนในสวนส้มเคยถูกมองว่าเป็นโรงเรียนที่ ‘ผิดกฏหมาย’ และเป็น ‘สิ่งคุกคาม’ ต่อความมั่นคงชาติ

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children