เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

ระบบทะเบียนเกิดออนไลน์: เพื่อสิทธิลำดับต้นๆ ของเด็กทุกคน

© UNICEF Thailand/2010/Athit
สุนิสา มาติพันธ์ อายุ 1 วันเป็นหนึงในเด็กที่ได้รับการจดทะเบียนเกิดออนไลน์ที่โรงพยาบาลอุดรธานี สุนิสาได้รับสูติบัตรที่โรงพยาบาลเลยเนื่องจากทางโรงพยาบาลอุดรธานีมีบริการเบ็ดเสร็จจุดเดียว ซึ่งมีเจ้าหน้าที่อำเภอมาประจำเพื่อออกสูติบัตให้กับเด็กแรกเกิด

โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

(ต้นฉบับภาษาอังกฤษได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 11 ตุลาคม 2553)

อุดรธานี กรกฎาคม 2553 –น้ำอ้อย แสดรมย์ คุณแม่วัย 30 ปี ได้ให้กำเนิดลูกสาวที่น่ารักที่โรงพยาบาลอุดรธานีเมื่อไม่กี่วันก่อน เธอกำลังง่วนอยู่กับการจดสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำหลังคลอด หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยตระหนักถึงความสำคัญของมันมาก่อน นั่นก็คือการจดทะเบียนการเกิดให้กับลูกสาวของเธอ

“พยาบาลย้ำหลายครั้งว่าอย่าลืมไปแจ้งเกิดให้ลูก”  น้ำอ้อยกล่าว “เพิ่งรู้ค่ะว่าถ้าลูกไม่มีสูติบัตร อาจทำให้ไม่ได้สิทธิประโยชน์หลายอย่างในอนาคต”

น้ำอ้อยเป็นหนึ่งในพ่อแม่หลายพันคนในประเทศไทยที่ไม่รู้ว่าการไปแจ้งเกิดเด็ก ณ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขตท้องที่มีความสำคัญเพียงใด  ผู้ปกครองหลายคนเข้าใจผิดว่าหนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาลกับสูติบัตรเป็นเอกสารเดียวกัน จริงๆ แล้วการที่เด็กจะได้รับสูติบัตรอย่างถูกต้องนั้น ผู้ปกครองต้องนำหนังสือรับรองการเกิดที่ได้รับจากโรงพยาบาลไปแจ้งเกิด ณ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขตท้องที่เสียก่อน จึงจะได้รับสูติบัตร และถือเป็นการจดทะเบียนการเกิดอย่างเป็นทางการ

ผลจากการสำรวจด้านอนามัยเจริญพันธุ์ที่จัดทำขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมาโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า เด็กที่เกิดในประเทศไทยมากกว่าร้อยละ 90 เกิดที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม มีการประมาณการว่ามีเด็กร้อยละ 5 หรือประมาณ 40,000 คนต่อปีที่ผู้ปกครองไม่ได้ไปแจ้งเกิด ทั้งๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าเด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทยมีสิทธิที่จะได้รับการจดทะเบียนการเกิดและได้รับสูติบัตร แม้ว่าพ่อแม่ของเขาจะไม่ใช่คนไทยหรือไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ถูกต้องก็ตาม

© UNICEF Thailand/2010/Athit
นาสอ เหมอจู อายุ 16 ปี เป็นหนึ่งในเด็กไร้สัญชาติในอำเภอแม่อาย จริงๆ แล้วนาสอมีสิทธิที่จะได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมาย แต่เพราะพ่อแม่เธอไม่ได้ไปแจ้งเกิดจึงทำให้นาสอไม่มีสูติบัตร ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในการพิสูจน์สัญชาติ

เมื่อปลายปี 2551 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลการเกิดของเด็กทีเกิดในโรงพยาบาลกับข้อมูลทะเบียนราษฎรได้  โปรแกรมนี้มีชื่อว่า “ระบบการจดทะเบียนเกิดออนไลน์” ได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟและนำไปทดลองใช้ในโรงพยาบาล 6 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงพยาบาลอุดรธานีด้วย

“ข้อมูลของเด็กที่เกิดใหม่ในโรงพยาบาล จะถูกคีย์เข้าระบบแล้วเชื่อมตรงไปยังข้อมูลทะเบียนราษฎรโดยอัตโนมัติ ดังนั้นนายทะเบียนจะรู้เลยว่า เด็กคนไหนที่เกิดที่โรงพยาบาล แต่ยังไม่ได้มาแจ้งเกิดที่อำเภอ ” อแมนด้า บิสเซ็กส์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟประเทศไทยกล่าว

“วิธีนี้จะช่วยให้นายทะเบียนสามารถระบุตัวเด็กที่ไม่ได้มาแจ้งเกิด และสามารถติดตามให้มาแจ้งเกิดได้เพื่อมารับสูติบัตร” บิสเซ็กส์กล่าว

บิสเซ็กส์บอกว่า ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือการที่ผู้ปกครองส่วนมากยังไม่ตระหนักว่าถึงความสำคัญของสูติบัตรที่มีต่ออนาคตของเด็กๆ

 “สูติบัตรเป็นเอกสารชิ้นแรกที่บอกว่าเด็กคนนี้มีตัวตนตามกฎหมาย และเป็นเอกสารอย่างแรกที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการใช้พิสูจน์สัญชาติของเด็ก” บิสเซ็กส์กล่าว

บิสเซ็กส์ยังเสริมอีกว่า  การที่เด็กไม่มีสูติบัตรอาจทำให้เขาไม่ได้รับสิทธิต่างๆ ที่พึงมีเช่น การรักษาพยาบาลฟรี สวัสดิการสังคมต่างๆ และอาจถูกจำกัดการเดินทางนอกเขตอำเภอที่เขาอาศัยอยู่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ

ประยงค์ อุปโคตร หัวหน้างานทะเบียนราษฎร โรงพยาบาลอุดรธานี กล่าวว่าระบบการจดทะเบียนเกิดออนไลน์เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครองที่มาแจ้งเกิดลูกย้อนหลังเป็นเวลานานอีกด้วย เนื่องจากข้อมูลการเกิดของเด็กจะถูกเก็บไว้ในระบบทะเบียนราษฏร โดยไม่สูญหายไปไหน นอกจากนี้โรงพยาบาลอุดรธานียังจัดให้มีการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ(one-stop service) โดยมีเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการอำเภอมาประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อออกสูติบัตรให้กับเด็กเกิดใหม่ได้เลย

สูติบัตรเป็นเอกสารยืนยันสถานที่เกิดและสัญชาติของพ่อแม่ของเด็ก การขาดสูติบัตรเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กจำนวนมากกลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ปัจจุบันประเทศไทยมีบุคคลไร้สัญชาติอยู่ประมาณ 2 ล้านคน ในจำนวนนี้ประกอบไปด้วยชนกลุ่มน้อยและชาวเขาที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือประมาณ 400,000 คน

นาสอ เหมอจู อายุ 16 ปี เป็นหนึ่งในเด็กไร้สัญชาติ นาสอเกิดที่แม่อาย จ. เชียงใหม่ และมีพ่อแม่เป็นคนไทย นาสอเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นบุคคลไร้สัญชาติเมื่อตอนที่เธอไปทำบัตรประชาชนที่อำเภอเมื่อปีที่แล้วตอนเธออายุครบ 15 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฎิเสธที่จะทำบัตรให้เนื่องจากนาสอไม่มีสูติบัตรยืนยันว่าเธอเกิดในประเทศไทย และมีสัญชาติไทย

“หนูมีแต่หนังสือรับรองการเกิดจากผู้ใหญ่บ้านที่ออกให้เมื่อ 16 ปีที่แล้ว” นาสอกล่าว “หนูพยายามไปอำเภอหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำบัตรประชาชนได้ เจ้าหน้าที่แนะนำให้หนูไปตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ว่า หนูเป็นลูกของแม่ซึ่งเป็นคนไทยจริงๆ”

การตรวจดีเอ็นเอเป็นวิธีการหนึ่งในการพิสูจน์สัญชาติ แต่สำหรับครอบครัวชาวเขาหลายครอบครัวที่มีรายได้เพียงประมาณวันละ 120 บาท ค่าตรวจดีเอ็นซึ่งมีค่าใช้จ่ายครั้งละ 2,000 บาท ถึง 7,000 บาทต่อคน เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพวกเขา

“หนูเริ่มกังวลกับการที่ตัวเองไม่มีบัตรประชาชน หนูกลัวว่าหนูจะถูกบังคับให้อยู่แต่ในบ้านออกไปไหนไม่ได้ หางานทำก็ไม่ได้” นอสอกล่าวด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความกังวล  “เพื่อนๆ ที่โรงเรียนชอบมาถามหนูว่าหนูไม่ใช่คนไทยเหรอ บางทีหนูรู้สึกเหมือนไม่ได้เป็นคนไทยจริงๆ เพราะหนูไม่มีบัตรประชาชนเหมือนคนอื่น”

ทุกวันนี้นาสอกำลังเก็บเงินเพื่อตรวจดีเอ็นเอ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยูนิเซฟอย่างบิสเซ็กส์เรียกร้องให้มีการขยายระบบการจดทะเบียนเกิดออนไลน์ไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ทั่วประเทศ พร้อมๆ การจัดตั้งหน่วยให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จในโรงพยาบาล

"สิทธิในการได้รับการจดทะเบียนการเกิดถือเป็นสิทธิลำดับต้นๆ ของเด็กๆ เลย เพราะสิทธิอื่นๆ ที่เด็กๆ จะได้รับตามมาในอนาคตขึ้นอยู่กับเรื่องนี้" บิสเซ้กส์กล่าว "ดังนั้นเราต้องทำทุกทางเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กทุกคนต้องได้รับการจดทะเบียนการเกิด"

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children