เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

สะพานชีวิต: การช่วยเหลือเด็กผู้กระทำผิดในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

© UNICEF Thailand/2010/Athit
สมศักดิ์ ชูช่วยคม อดีตเยาวชนผู้กระทำผิด ปัจจุบันทำงานเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กผู้กระทำผิดในภาคใต้

(ต้นฉบับภาษาอังกฤษได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 16 สิงหาคม 2553)

โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

จังหวัดสงขลา ประเทศไทย เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2553 – ความยากจนและความรุนแรงภายในครอบครัวเป็นสิ่งที่สมศักดิ์ ชูช่วยคมต้องเผชิญอยู่สม่ำเสมอในวัยเด็กที่เขาเติบโตขึ้นในจังหวัดนราธิวาส สุดชายแดนประเทศไทย ครอบครัวเห็นว่าเขาเป็นลูกที่ “เลวและโง่” ในขณะที่สมศักดิ์ต้องทำงานขายลูกอมบนรถไฟเพื่อช่วยจุนเจือครอบครัวตั้งแต่อายุได้เพียง 7 ขวบ

ตั้งแต่เด็กๆ เขาเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนย่ำแย่ สมศักดิ์เริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุ 13 และในไม่ช้าก็ขยับสูบกัญชาและเสพยาบ้า พออายุได้ 18 ปี เขาถูกจับด้วยข้อหามียาบ้าไว้ในครอบครองและเพื่อจำหน่าย และต้องใช้เวลาอยู่ในศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน จังหวัดสงขลาเป็นเวลาสองปี อนาคตของเขาดูเหมือนจะมืดมน

แต่สามปีหลังจากที่เขาถูกปล่อยตัวออกจากศูนย์ฝึกฯ สมศักดิ์ได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ในพ.ศ. 2547  และในปี พ.ศ. 2550 เขาก็ได้รับปริญญาตรีสาขาสื่อสารมวลชน  ทุกวันนี้สมศักดิ์กลายเป็นฮีโร่คนหนึ่งของเด็กและเยาวชนผู้กระทำผิดจำนวนมากในภาคใต้ และยังเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเด็กที่กระทำผิดสามารถก้าวผ่านความผิดพลาดในชีวิตวัยรุ่นแล้วมีชีวิตที่ดีได้

ปัจจุบัน สมศักดิ์อายุ 27 ปี และยังน้ำตาคลอทุกครั้งเมื่อเล่าถึงชีวิตวัยเด็กของเขา สมศักดิ์เล่าว่าหลังจากออกจากศูนย์ฝึกฯ เขาก็คิดได้ว่าอนาคตของเขาไม่จำเป็นต้องซ้ำรอยความผิดพลาดในอดีตเสมอไป ตั้งแต่นั้นมาเขาเริ่มทำงานเพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ที่กระทำผิด ซึ่งหลายคนมีประสบการณ์วัยเด็กไม่ต่างกับเขา

สมศักดิ์บอกว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาลคือการได้แสดงละครเวที ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จัดให้กับเด็กๆ ในศูนย์ฝึกฯ ที่สงขลาในช่วงพ.ศ. 2542 ละครเรื่องนี้มีชื่อว่า “กล่องความฝัน”  ซึ่งมีเนื้อหาจากชีวิตจริงของเด็กที่กระทำผิดซึ่งรับโทษอยู่ในศูนย์ฝึกฯ โดยสมศักดิ์ต้องสลับแสดงในหลายบทบาท

“การต้องเขียนบทละครและการแสดงมันทำให้ผมได้ย้อนนึกถึงชีวิตตัวเอง” สมศักดิ์เล่า “ผมถามตัวเองว่าทำไมผมถึงมีชีวิตแบบที่แล้วๆ มาแล้วผมอยากมีชีวิตแบบไหน ให้มันจบยังไง” สมศักดิ์กล่าว “มันเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลย และการต้องปรับอารมณ์ตามบทละคร มันทำให้ผมคิดได้ว่าจริงๆ แล้วอารมณ์เป็นสิ่งที่ควบคุมได้”


ปัจจุบันสมศักด์ เป็นผู้จัดการโครงการสะพานชีวิต (Bridge of Life) ของสงขลาฟลอรั่ม ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนผู้กระทำผิดในภาคใต้

ในที่สุดกิจกรรมละครเวทีถูกพัฒนาและต่อยอดขึ้น จนกลายเป็นหลักสูตรสื่อมวลชนศึกษาในหลายปีต่อมา ปัจจุบันศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลาได้นำหลักสูตรสื่อมวลชนศึกษามาใช้ โดยโครงการสะพานชีวิต ภายใต้การสนับสนุนขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โครงการเริ่มขึ้นเมื่อสามปีที่แล้ว โดยวัตถุประสงค์ที่จะเสริมสร้างทักษะในการวิเคราะห์ การรู้จักตนเอง การจัดการอารมณ์และความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่กระทำผิดในการฟื้นฟูสภาพจิตใจของตนเองเพื่อกลับสู่สังคมและชุมชนของพวกเขาได้อย่างมีคุณภาพ
 
สถิติของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พบว่าจำนวนเยาวชนที่กระทำผิดกฏหมายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วในรอบทศวรรษที่ผ่านมา จากข้อมูลของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนนั้น จำนวนคดีเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นจาก 37,388 คดีในปี พ.ศ. 2542 เป็น 44,847 คดีในปี พ.ศ. 2552 ส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-18 ปีที่ทำผิดกฏหมาย เช่น ปล้นทรัพย์ ลักขโมย และมียาเสพติดไว้ในครอบครองและจำหน่าย สำหรับประเทศไทย อายุขั้นต่ำของเด็กที่ต้องได้รับโทษหากกระทำผิดกฏหมายคือ 10 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นอายุที่น้อยมากในมาตรฐานสากล

© UNICEF Thailand/2010/Athit
มามูห์ (นามสมมิติ) วัย 21 เริ่มชีวิตใหม่หลังจากถูกปล่อยตัวจากศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน จังหวักสงขลา ปัจจุบันมามูห์กลายเป็นเสาหลักของครอบครัวจากการเลี้ยงเป็ดและขายไข่เป็ดในชุมชน

ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเยาวชนจังหวัดสงขลา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ขนาด 6 ไร่  เยาวชนผู้กระทำผิดกฏหมายจับกลุ่มกันอยู่ภายใต้กำแพงสูงและการดูแลรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด  เด็กๆ มีกิจวัตรประจำวัน คือ เรียนหนังสือ ซึ่งมีการสอนวิชาสามัญในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นอกจากนี้ ยังมีการฝึกอาชีพ เช่น ตัดผม ก่อสร้าง งานไม้ อิเล็กทรอนิกส์ หรือดนตรี อย่างไรก็ตาม ในสถานที่ปิดแห่งนี้ซึ่งมีเด็กและเยาวชนชายอายุระหว่าง 14-24 ปี กว่า 300 คนจากหลายจังหวัดในภาคใต้อาศัยอยู่ร่วมกัน ทำให้การทะเลาะวิวาทกันเองไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

โครงการสื่อมวลชนศึกษานี้ได้นำมาใช้ทดลองสอนกับเด็กและผู้กระทำผิดจำนวน 31 คน เป็นเวลา 6 เดือน โดยมีการนำสื่อประเภทต่างๆ เช่น รายงานข่าว สารคดี ภาพยนต์ และโฆษณามาให้เด็กๆ ได้ร่วมอภิปรายในแง่มุมต่างๆ เช่น ผลกระทบของสื่อเหล่านี้ที่มีต่อชีวิตของพวกเขา และเมื่อใกล้จบหลักสูตร เด็กๆจะต้องทำหนังสั้นที่สะท้อนชีวิตของพวกเขา ซึ่งเด็กๆ จะได้เรียนรู้วิธีการเขียนบท การดำเนินเรื่อง และการใช้กล้อง

“สื่อมีอิทธิพลต่อเด็กอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นสื่อจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเรียนรู้ของพวกเขา” พรรณิภา โสตถิพันธุ์ ผู้อำนวยการของสงขลาฟอรั่มกล่าว “ระบบการคิดและวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลและการจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ที่เด็กๆ จะได้รับจากหลักสูตรนี้”

จากการประเมินผล ซึ่งมีการให้เด็กทำแบบทดสอบทักษะชีวิตทั้งก่อนและหลังการจบหลักสูตร พบว่าเด็กแทบทุกคนมีทักษะในการวิเคราะห์ ตลอดจนการรู้จักตนเองและการจัดการอารมณ์และความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

“ทักษะชีวิตเป็นสิ่งที่เด็กๆ กลุ่มนี้ไม่ได้รับจากระบบการศึกษาทั่วไปในโรงเรียน ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อพวกเขามากที่สุด” กรรณิการ์ ภัคสร นักจิตวิทยาที่ศูนย์ฯ กล่าว “นอกเหนือจากระบบการคิด วิเคราะห์แล้ว พบว่าเด็กที่ผ่านคอร์สนี้กล้าแสดงออกและมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วย”

กิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของหลักสูตรนี้ คือ การเข้าค่ายเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งเป็น 3 วันที่เด็กๆ จะได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวของพวกเขาอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยกันวางแผนชีวิตและอนาคต มันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความตื้นตันใจ หลายครอบครัวมีโอกาสได้พูดคุยกันอย่างเปิดเผย เด็กหลายคนได้กอดกับพ่อหรือแม่ของตนเองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ค่าย 3 วันจบลงด้วยภาพวาดระบายสีที่เด็กๆ วาดเอง ซึ่งแสดงอนาคตของพวกเขา โดยทุกคนบอกความตั้งใจถึงความต้องการที่จะเป็นลูกชายที่ดีของพ่อแม่ หางานทำ และไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดกฏหมายอีกเลย

อย่างไรก็ดี ความตั้งใจดีนี้ต้องประสบกับความท้าทายมากมาย ชีวิตหลังอิสรภาพนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่ตั้งใจ เยาวชนส่วนใหญ่ต้องกลับไปเจอสภาพแวดล้อมและปัญหาเดิมๆ ทั้งความยากจน ความรุนแรงในครอบครัว เพื่อนกลุ่มเดิมๆ ที่รอพวกเขากลับมา ตลอดจนยาเสพติดที่ยังแพร่หลายในชุมชน

ชีวิตหลังได้รับอิสรภาพ
ในอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ซึ่งถือเป็นพื้นที่สีแดงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้  มีป้ายเขียนว่า “บ้านนี้ปลอดยาเสพติด” ติดไว้ที่ประตูหน้าบ้านของมามูห์ (นามสมมติ) เยาวชนอายุ 21 ปีที่ได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ มามูห์ทำผิดในคดีมียาเสพติดไว้ในครอบครองเมื่อสองปีก่อน เป็นผลให้เขาต้องถูกคุมตัวที่ศูนย์ฯ เป็นเวลา 30 เดือน แต่ตอนนี้เขาได้กลับมาอยู่บ้านกับแม่และยายแล้ว

หน้าบ้านชั้นเดียวมุงหลังคาสังกะสีของมามูห์ มีซากอาคารไม้ตั้งตระหง่านอยู่ จริงๆแล้วมามูห์กับพี่ชายช่วยกันสร้างขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ โดยหวังจะให้เป็นร้านน้ำชา ซึ่งเป็นธุรกิจเล็กๆ ที่มามูห์อยากเริ่มทำ เพื่อช่วยหาเลี้ยงครอบครัวหลังจากที่เขาถูกปล่อยตัวออกมา   แต่แผนที่จะเปิดร้านขายน้ำชาของเขาต้องถูกล้มไป เนื่องจากเพื่อนบ้านและสมาชิกคนอื่นๆ ในชุมชนไม่เห็นด้วย

“พวกเพื่อนบ้านไม่อยากให้คนที่เคยมีประวัติใช้ยาเสพติดมาเปิดร้านน้ำชาในชุมชน” มามูห์บอก เขาเป็นชายหนุ่มขี้อายและเงียบขรึมผู้สูญเสียพ่อไปตั้งแต่อายุเพียงห้าขวบ “พวกนั้นมาต่อว่าผมกับแม่อย่างรุนแรง จนผมอยากจะย้ายออกจากที่นี่ไปให้พ้นๆ ”

ในช่วงที่มามูห์มีปัญหา สมศักดิ์กลายเป็นที่ปรึกษาที่สำคัญของเขา สมศักดิ์และเจ้าหน้าที่โครงการสะพานชีวิตจะมาเยี่ยมมามูห์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กำลังใจและคำแนะนำ พวกเขาช่วยมามูห์และครอบครัวคิดและวางแผนการร่วมมือกับรายได้ด้วยวิธีอื่น และในขณะเดียวกันก็ไปคุยกับสมาชิกในชุมชน เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจและการยอมรับการกลับสู่ชุมชนของมามูห์ ในที่สุดมามูห์ก็ตัดสินใจจะเริ่มเลี้ยงเป็ดในที่ว่างหลังบ้าน โดยได้รับความช่วยเหลือจากทหารพรานที่ประจำการณ์อยู่ใกล้บ้านของเขา

“ผมดีใจที่ไม่ได้ออกจากบ้าน” มามูห์บอก “ผมได้เรียนรู้ที่จะอดทนมากขึ้น และคิดถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดก่อนจะทำอะไรๆ ลงไป”

ตอนนี้มามูห์มักง่วนอยู่กับการเลี้ยงเป็ก และมีรายได้ค่อนข้างดีจากการขายไข่เป็ดในชุมชน และไม่นานมานี้ เขาก็เริ่มขยายอาชีพโดยการเลี้ยงปลาดุกในบ่อใกล้ๆ เล้าเป็ด

แม่ของมามูห์บอกว่าสภาพความเป็นอยู่ในครอบครัวดีขึ้นมาก หลังจากที่มามูห์กลายเป็นกำลังสำคัญในการหาเลี้ยงครอบครัว แม่ของเขาบอกว่ามามูห์เปลี่ยนไปมาก จากเด็กที่เคยใช้เวลาส่วนใหญ่ออกเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ กลายเป็นคนขยันและตั้งใจทำงาน ตอนนี้แม่ของมามูห์สามารถอยู่บ้านเฉยๆ เพื่อดูแลครอบครัวได้ จากแต่ก่อนที่ต้องออกไปรับจ้างกรีดยาง และได้เงินเพียงวันละประมาณ 100 บาทเท่านั้น

การเยี่ยมบ้านและให้คำปรึกษาแก่เยาวชนหลังถูกปล่อยตัว เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสะพานแห่งชีวิต เพื่อติดตามความเป็นอยู่ของเยาวชนที่เคยกระทำผิด  โดยเจ้าหน้าที่โครงการจะลงเยี่ยมบ้านเกือบทุกเดือน เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และให้ความช่วยเหลือที่จำเป็น นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งทีมสหวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วยนักสังคมสงเคราะห์ ทนายความ นักจิตวิทยา และพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งจะประชุมกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อออกแบบวิธีแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับเยาวชนในแต่ละคน ตลอดจนจัดสายด่วน 24 ชั่วโมงเพื่อให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน และยังมีการตั้งกองทุนให้เงินกู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ยแก่เยาวชนและครอบครัวในการเริ่มธุรกิจเล็กๆ ของพวกเขา

การติดตามให้ความช่วยเหลือเยาวชนหลังปล่อยจะทำตลอดช่วงหนึ่งปีหลังปล่อย และถือเป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่มีการติดตามความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนผู้กระทำผิดหลังปล่อยอย่างเป็นระบบ

“การติดตามให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบแก่เด็กและเยาวชนหลังปล่อยตัวถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเด็กๆ และครอบครัวของพวกเขา” อแมนด้า บิสเซ็กส์ หัวหน้าแผนกคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟประเทศไทยกล่าว “แม้ว่าทักษะชีวิตที่พวกเขาได้เรียนรู้ในศูนย์ฝึกจะมีความจำเป็น แต่ก็อาจไม่พอที่จะช่วยให้พวกเขารับมือกับสภาพความเป็นจริงในชุมชนที่พวกเขาต้องเผชิญหลังได้รับการปล่อยตัว” 

อย่างไรก็ตาม บิสเซ็กส์บอกว่านอกเหนือจากความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่เด็กและเยาวชนที่กระทำผิดและเคยกระทำผิดต้องการที่สุดในการกลับสู่สังคมและเลิกพฤติกรรมเดิมๆ ก็คือความรัก ความดูแลเอาใจใส่และความเข้าใจจากครอบครัว

บิสเซ็กส์ยังบอกว่าการขยายโครงการสะพานชีวิตให้ครอบคลุมเด็กทุกคนในศูนย์ฝึก 17 แห่งทั่วประเทศเป็นเรื่องที่ทำได้แน่นอน ถ้ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างจริงจัง และสามารถจัดสรรเจ้าหน้าที่และงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

“ทั้งรัฐบาลและภาคสังคมจำเป็นที่จะต้องช่วยให้เด็กและเยาวชนผู้เคยกระทำผิดมีชีวิตที่มีคุณค่าหลังจากถูกปล่อยตัว” บิสเซ็กส์กล่าว “เด็กๆ กลุ่มนี้ก็เป็นอนาคตของประเทศชาติเช่นกัน และพวกเขาจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือ ความรักและความเอาใจใส่จากครอบครัว ชุมชน และรัฐบาลเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ ทุกคน”

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children