เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

แอน ทองประสม ทูตยูนิเซฟเพื่อเด็กและเยาวชนวอนขอให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา

© UNICEF Thailand/2009/M. Thomas
แอนกับเด็กๆ ชนเผ่ากะเหรี่ยงที่โรงเรียนหย่อมบ้านหัวแม่ลาก๊ะในอำเภอขุนยวม

โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

แม่ฮ่องสอน ธันวาคม 2552 – หลังจากที่ได้เดินทางไปเยี่ยมเด็กๆ และโรงเรียนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน แอน ทองประสม ทูตยูนิเซฟเพื่อเด็กและเยาวชนวอนทุกภาคส่วนให้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา

แอนซึ่งเดินทางไปจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นเวลาสามวันเพื่อเยี่ยมชม “โครงการโรงเรียนหย่อมบ้าน”สำหรับเด็กชนเผ่าบนดอยห่างไกลความเจริญบริเวณเขตอำเภอปางมะผ้าและอำเภอขุนยวมที่องค์การยูนิเซฟให้การสนับสนุนอยู่เมี่อเดือนก่อน กล่าวว่า “เด็กทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย นับถือศาสนาใด มีสถานภาพทางกฏหมายหรือมีเชื้อชาติใดก็ตาม ควรจะมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน” 

ระหว่างการเดินทางปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ แอนได้พบปะพูดคุยกับเด็กชนเผ่าต่างๆ กัน เช่น กระเหรี่ยง ไทยใหญ่ มูเซอและลีซอ ทั้งยังได้รับทราบปัญหาที่เด็กๆ เคยต้องเผชิญมาในอดีตในการเข้ารับการศึกษา 

จากผลการสำรวจของสำนักเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 เมื่อปี 2547 พบว่าเด็กนับพันคนในแม่ฮ่องสอนไม่ได้เข้าเรียน เพราะโรงเรียนตั้งอยู่ห่างไกลจากบ้านของพวกเขามาก ความห่างไกลทุรกันดารของหมู่บ้านชาวเขา ตลอดจนถนนหนทางที่ไม่ดีในบางพื้นที่มีส่วนทำให้การก่อสร้างสถานศึกษาที่ได้มาตรฐานในชุมชนเหล่านั้นเป็นไปได้ยากเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังเป็นการยากที่จะหาครูที่มีคุณสมบัติเพียงพอและเต็มใจที่จะเดินทางไปสอนตามโรงเรียนเหล่านั้นอีกด้วย

© UNICEF Thailand/2009/Athit
คุณครูอาทิตยา จินาวงศ์และเด็กอนุบาลที่โรงเรียนหย่อมบ้านดงมะไฟในอำเภอปางมะผ้าพาแอนเดินเยี่ยมชมรอบๆ หมู่บ้านซึ่งรอบล้อมไปด้วยเขาสูงชัน

องค์การยูนิเซฟและสำนักเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 จึงริเริ่มโครงการโรงเรียนหย่อมบ้านขึ้นในปี 2548 เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับชั้นประถมศึกษา

“แอนรู้สึกแปลกใจที่ยังมีคนอีกจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในสถานที่ห่างไกลความเจริญและเข้าถึงลำบากมากเช่นนี้” แอนกล่าวหลังจากที่ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงในรถ 4WD จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเพื่อเข้าไปในหมู่บ้านหัวแม่ลาก๊ะในอำเภอขุนยวม โดยต้องเดินทางในถนนดินลูกรังขรุขระผ่านลำห้วยหลายครั้งกว่าจะเข้าถึงหมู่บ้าน “แต่แอนประทับใจที่แม้ว่าจะไกลขนาดนั้นแต่ก็ยังมีโรงเรียนเล็กๆ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเพื่อให้เด็กๆ ได้ไปโรงเรียน” 

แอนบอกต่อไปว่าโรงเรียนหย่อมบ้านนั้นมีความแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปในหลายด้าน

“โรงเรียนเหล่านี้หลายโรงเรียนสร้างขึ้นโดยชาวบ้านในชุมชนเอง โดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นมาสร้างห้องเรียนเล็กๆ  เช่น ไม้ไผ่ เด็กๆ ที่อยู่คนละระดับชั้นกันก็ต้องเรียนรวมกันเพราะจำนวนห้องเรียนมีไม่เพียงพอ เด็กโตก็ช่วยคุณครูดูแลน้องที่เล็กกว่าด้วย” แอนเล่า

เป้าหมายหลักทางการศึกษาสำหรับโรงเรียนหย่อมบ้านเหล่านี้คือ เพื่อทำให้แน่ใจว่าเด็กนักเรียนทุกคนสามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้และคิดเลขง่ายๆ เป็น นอกจากนั้นพวกเขายังได้รับการสอนให้รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์มากที่สุด และช่วยกันพิทักษ์รักษาประเพณีวัฒนธรรม ตลอดจนภูมิปัญญาพื้นบ้านของตนไว้

ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนชั้นประถม 631 คนในโรงเรียนหย่อมบ้านจำนวน 23 โรงเรียนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการดังกล่าว เด็กๆ ได้รับการสอนจากครูทั้งหมด 41 คน ซึ่ง 17 คนในจำนวนนี้เป็นชาวเขาที่พูดได้ทั้งภาษาไทยและภาษาชนกลุ่มน้อย

แม้ว่าจะมีการขยายโครงการโรงเรียนหย่อมบ้านไปยังพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนในสองสามปีที่ผ่านมา แต่เด็กๆ ชนเผ่าจำนวนมากก็ยังขาดโอกาสในการได้รับการศึกษา จากการสำรวจข้อมูลระดับประเทศในปี  2549 มีเด็กที่อยู่ในวัยประถมประมาณ 900,000 คนในประเทศไทยยังไม่ได้เข้าโรงเรียนหรือเข้าเรียนช้า โดยเด็กจำนวนมากเป็นเด็กชนเผ่า เด็กๆ ลูกแรงงานต่างด้าว และเด็กยากจน และเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี

“เด็กทุกคนที่แอนเจอบอกว่าแอนพวกเขาเกือบจะไม่เคยขาดเรียนเลยสักวันเดียว” แอนพูด “เห็นได้ชัดว่าเด็กๆ ให้ความสำคัญกับโรงเรียนมาก ดังนั้นเราต้องขยายจำนวนโรงเรียนหย่อมบ้านให้เข้าถึงเด็กๆ ที่อยู่ห่างไกลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

 

 
ค้นหา

 Email this article

unite for children