สถานการณ์เป็นอย่างไร
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พัฒนาข้อกฎหมายและนโยบายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ในขณะเดียวกัน ก็เกิดกระบวนการใหม่ๆ ที่ผลักดันให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องรณรงค์ให้รัฐบาลคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กทุกครั้งที่มีการวางแผนนโยบาย เพื่อที่แนวคิดใหม่ๆ เช่น แนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่กำลังดำเนินการอยู่ จะได้รวมเอาประเด็นเรื่องการศึกษา สุขภาพอนามัย และการลงทุนทางสังคมอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย หากเราต้องการให้ข้อเรียกร้องของเราประสบผลสำเร็จ เราจำเป็นต้องมีข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีกว่าเดิม เพื่อเป็นหลักประกันว่าการตัดสินใจดำเนินการใดๆ ก็ตามจะไม่ใช่เพียงเพื่อตอบสนองกระแสสังคมหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เเพราะหากปราศจากนโยบายที่มีหลักฐานข้อมูลที่ถูกต้องมาสนับสนุน เราจะไม่สามารถบรรลุสิ่งที่ต้องการเพื่อเด็กได้เลย การมีข้อมูลไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับท้องถิ่น ถือเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากอำนาจการตัดสินใจหลายๆ เรื่องในปัจจุบันตกอยู่กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้รับจัดสรรงบประมาณ ร้อยละ 35 ของงบประมาณแผ่นดิน ดังนั้น หากผู้นำท้องถิ่นยังคงต้องตัดสินใจเพื่อชุมชนโดยใช้ข้อมูลสถิติระดับชาติกว้างๆ เป็นหลัก ประโยชน์ที่ท้องถิ่นควรได้รับอาจไม่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลสถิติระดับชาติอาจไม่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงในกลุ่มประชากรผู้ด้อยโอกาส แม้ตัวเลขการชี้วัดระดับชาติอาจชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาด้านสุขภาพอนามัย การศึกษา และการให้ความคุ้มครองเด็ก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เด็กชนกลุ่มน้อยจะมีโอกาสเข้าโรงเรียน หรือเด็กในกลุ่มแรงงานต่างด้าวจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค หรือเด็กที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอื่นๆ จะไม่ถูกแสวงประโยชน์ทางเพศหรือถูกกระทำทารุณ
ข้อเท็จจริง • การเรียกร้องเพื่อเด็กเป็นสิ่งสำคัญเพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่เคารพสิทธิเด็กและคำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็ก • การเรียกร้องนั้นต้องอาศัยข้อมูลที่มีคุณภาพที่ระบุถึงความต้องการของเด็ก • การกระจายอำนาจจะเกิดผลดีได้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเฉพาะสำหรับท้องถิ่นนั้นๆ และการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนทางสังคมในระดับท้องถิ่นอย่างเพียงพอ |