ข้อมูลข่าวสาร

ทูตยูนิเซฟ

ข่าวสำหรับเผยแพร่

ศูนย์ข่าวยูนิเซฟ

ต้องการลิงค์กับเว็บไซต์ยูนิเซฟ

ติดต่อเรา

สมัครงาน

 

เด็กเสียชีวิตวันละกว่า 2,000 คนทั่วโลกจากการบาดเจ็บที่ไม่ได้ตั้งใจโดยกว่าครึ่งสามารถป้องกันได้

เจนีวา/ฮานอย/นิวยอร์ก 10 ธันวาคม 2008 – จากรายงานฉบับใหม่ที่ร่วมกันจัดทำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยูนิเซฟ เด็กๆ ต้องเสียชีวิตวันละกว่า 2,000 คนจากอุบัติเหตุหรืออาการบาดเจ็บที่ไม่ได้ตั้งใจหรืออุบัติเหตุ นอกจากนั้นเด็กๆ กว่าสิบล้านคนทั่วโลกต้องถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บที่มักจะมีผลให้พวกเขาต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต 

รายงานฉบับนี้ชื่อ  รายงานเกี่ยวกับการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก (World Report on Child Injury Prevention) โดยเป็นรายงานฉบับแรกที่มีการนำเสนอการวิเคราะห์อย่างละเอียดในระดับโลกเกี่ยวกับการบาดเจ็บที่ไม่ได้ตั้งใจในวัยเด็ก และยังให้การแนะนำมาตรการและวิธีต่างๆ ที่จะช่วยป้องกันเหตุการณ์เหล่านั้นอีกด้วย ในตอนท้าย รายงานสรุปว่าหากเรามีการนำมาตรการป้องกันดังกล่าวซึ่งรับรองผลสำเร็จไปใช้อย่างจริงจังแล้วละก็ จะสามารถช่วยชีวิตเด็กๆ ได้อย่างน้อยวันละ 1,000 คนทีเดียว

“การบาดเจ็บของเด็กนั้นเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขและการพัฒนาที่สำคัญทีเดียว นอกจากการเสียชีวิตของเด็กกว่า 830,000 ในแต่ละปีแล้ว เด็กๆ หลายล้านคนต้องทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บที่ไม่ถึงชีวิตซึ่งมักจะทำให้พวกเขาต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและใช้เวลาในการฟื้นฟูเป็นเวลานาน"  ดร. มาร์กาเร็ต ชาน เลขาธิการองค์การอนามัยโลกกล่าว  "ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เกิดขึ้นนั้นอาจทำให้ครอบครัวทั้งครอบครัวต้องตกอยู่ในสภาพยากจน เด็กๆ ที่มาจากครอบครัวและชุมชนที่ยากจนจะมีความเสี่ยงในการบาดเจ็บมากขึ้น เนื่องจากพวกเขาขาดโอกาสในการเข้าร่วมโครงการป้องกันการบาดเจ็บและไม่ได้รับการบริการทางสาธารณสุขที่มีคุณภาพ"

“รายงานนี้เป็นผลของความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญกว่า 180 คนจากทุกภูมิภาคทั่วโลก” ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูนิเซฟ แอน เอ็ม. เวนเนอแมน กล่าว  “ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการบาดเจ็บที่ไม่ได้ตั้งใจนั้นเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของเด็กอายุเก้าปีขึ้นไป และ 95% ของการบาดเจ็บเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา เราจะต้องร่วมมือกันมากขึ้นในการป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ นี้”
 
ทวีปแอฟริกามีอัตราการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บที่ไม่ได้ตั้งใจสูงที่สุด รายงานกล่าวว่าอัตราการเสียชีวิตจากเหตุดังกล่าวในทวีปแอฟริกาสูงกว่าในประเทศรายได้สูงในทวีปยุโรปและแปซิฟิกตะวันตก เช่น ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ สวีเดนและอังกฤษ ซึ่งมีอัตราการบาดเจ็บของเด็กต่ำที่สุดถึง 10 เท่า

อย่างไรก็ตาม รายงานยังพบว่า แม้ว่าประเทศที่มีรายได้สูงหลายประเทศจะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บของเด็กได้ถึง 50% ในระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ปัญหานี้ก็ยังคงมีอยู่ โดยที่การบาดเจ็บโดยไม่ได้ตั้งใจนั้นนับเป็น 40% ของการเสียชีวิตของเด็กๆ ในประเทศเหล่านั้น

ในประเทศไทย จากรายงานการบาดเจ็บของเด็กในประเทศไทย (Child Injury in Thailand) เมื่อเดือนสิงหาคม 2550 พบว่ามีเด็กเสียชีวิตจากการบาดเจ็บมากกว่าการเสียชีวิตจากโรคทั้งติดต่อได้และติดต่อไม่ได้

รายงานดังกล่าวระบุว่าในประเทศไทยมีเด็กเสียชีวิตจากการบาดเจ็บมากกว่า 6,000 ราย ต่อปี หรือประมาณ 16 คนต่อวัน โดยคิดเป็น 2 ใน 3 ของจำนวนเด็กวัย 1-17 ปีที่เสียชีวิตทั้งหมด สาเหตุอันดับแรกของการเสียชีวิต คือ การจมน้ำ ซึ่งคร่าชีวิตเด็กประมาณ 2,650 คนต่อปี รองลงมาคืออุบัติเหตุตามท้องถนน ซึ่งคร่าชีวิตเด็กประมาณ 2,600 คนต่อปี

อย่างไรก็ตามรายงานฉบับทั่วโลกนำเสนอว่าสาเหตุหลัก 5 สาเหตุที่ทำให้เด็กๆ เสียชีวิตคือ: 
1. อุบัติเหตุบนท้องถนน: เด็กๆ 260,000 คนเสียชีวิตและ 10 ล้านคนบาดเจ็บ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเด็กอายุระกว่าง 10-19 ปี และเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กพิการ
2. การจมน้ำ: ทำให้เด็กกว่า 175,000 คนเสียชีวิตในแต่ละปี ทุกๆ ปีเด็ก 3 ล้านคนรอดชีวิตจากการจมน้ำ สมองของเด็กที่รอดชีวิตบางคนได้รับความเสียหาย ทำให้การจมน้ำมีผลกระทบมากที่สุดด้านสุขภาพและเศรษฐกิจของเด็กๆ เมื่อเทียบกับการบาดเจ็บชนิดอื่น
3. ไฟลวก: เด็กเกือบ 96,000 คนต่อปีเสียชีวิตจากการถูกไฟลวก และอัตราการเสียชีวิตในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางสูงกว่าในประเทศที่มีรายได้สูงถึงสิบเอ็ดเท่า
4. ตกจากที่สูง: ในแต่ละปีเด็กเกือบ 47,000 คนตกลงมาเสียชีวิต และเด็กๆ หลายแสนคนได้รับบาดเจ็บจากการตกจากที่สูงแต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต
5. สารพิษ: เด็กกว่า 45,000 คนเสียชีวิตในแต่ละปีเสียชีวิตจากกการได้รับสารพิษโดยไม่ตั้งใจ

“ทุกประเทศสามารถปรับปรุงมาตรการป้องกันให้ดีขึ้นได้” ดร. เอเตียนน์ ครุก ผู้อำนวยการแผนกการป้องกันความรุนแรงและการบาดเจ็บและพิการขององค์การอนามัยโลกกล่าว  “เมื่อเด็กต้องเสียโฉมจากการถูกไฟลวก เป็นอัมพาตจากการตกจากที่สูง สมองพิการจากการจมน้ำหรือได้รับความบอบช้ำทางจิตใจเรื้อรังจากเหตุรุนแรงเหล่านั้น ผลของมันจะวนเวียนอยู่ในจิตใจของพวกเขาไปตลอดชีวิต โศกนาฏกรรมเหล่านี้นั้นไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเลยสักนิด เรามีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวได้ว่ามาตรการป้องกันใดบ้างที่ได้ผล เราควรจะจัดทำโครงการป้องกันเหตุเหล่านี้ในทุกๆ ประเทศ”

รายงานสรุปผลของมาตรการป้องกันที่ได้ผล มาตรการเหล่านี้รวมถึงกฏหมายการใช้เข็มขัดและหมวกกันน็อคที่เหมาะสำหรับเด็ก ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับท่อน้ำประปาร้อน ฝาขวดยาที่ป้องกันไม่ให้เด็กเปิดได้ ไฟแช็คและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในบ้าน ถนนสำหรับรถจักรยานยนต์และรถจักรยานโดยเฉพาะ การระบายน้ำที่ไม่จำเป็นทิ้งออกจากอ่างอาบน้ำและถังน้ำ การออกแบบเครื่องเรือนสำหรับห้องดูแลเด็กใหม่ ของเล่นและอุปกรณ์ในสนามเด็กเล่น ตลอดจนการปรับปรุงการให้บริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินและการฟื้นฟูให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนั้นรายงานฉบับนี้ยังระบุการกระทำที่ควรหลีกเลี่ยงหรือมาตรการที่ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอที่จะแนะนำให้นำไปใช้ได้ เช่น รายงานสรุปว่าแผงบรรจุยาแบบบลิสเตอร์ (blister packaging) อาจไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ถุงลมนิรภัยในที่นั่งด้านหน้ารถยนต์อาจเป็นอันตรายต่อเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และไม่ควรใช้เนย น้ำตาล น้ำมัน และยาสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในการรักษาแผลไฟลวก หรือโครงการให้การศึกษาแก่สาธารณชนเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถช่วยลดอัตราการจมน้ำได้

หมายเหตุสำหรับนักข่าว

สามารถดาวน์โหลดรายงาน รายงานเกี่ยวกับการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก (World Report on Child Injury Prevention) ฉบับที่เด็กๆ จะสามารถเข้าใจได้ง่ายและข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้จากเว็บไซต์ซึ่งต้องใข้รหัสผ่านดังต่อไปนี้:

เว็บไซต์:  http://www.who.int/violence_injury_prevention/child/injury/world_report/en/
ชื่อผู้ใช้:  worldreport
รหัสผ่าน:  childinjury

หรือที่ www.unicef.org

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
ลอร่า สมินกี้ องค์การอนามัยโลกเจนีวา +41-22-791-4547 or +41-79-249-3520, sminkeyl@who.int
นัจวา เมกกี้ องค์การยูนิเซฟนิวยอร์ก +1-212-326-7162, nmekki@unicef.org

 

 
ค้นหา

 Email this article

unite for children