ข้อมูลข่าวสาร

ข่าวสำหรับเผยแพร่

ศูนย์ข่าวยูนิเซฟ

ต้องการลิงค์กับเว็บไซต์ยูนิเซฟ

ติดต่อเรา

 

ยูนิเซฟ "งานคุ้มครองเด็กเพิ่งจะเริ่มต้น แม้จะผ่านมาแล้วหกเดือนหลังสึนามิ"

จังหวัดพังงา 15 กรกฎาคม 2548 - องค์การยูนิเซฟผลักดันให้ทุกคนและทุกหน่วยงานที่ทำงานด้านเด็กเร่งสร้างระบบคุ้มครองเด็กในทุกระดับ เพื่อให้เด็กที่ได้รับผลกระทบท้งทางตรงและทางอ้อมจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิได้รับการคุ้มครองจากภัยอื่นๆ ที่อาจตามมาภายหลังภัยพิบัติ  ในขณะที่การรับมือภาวะฉุกเฉินจาดเหตุการณ์สึนามิเริ่มเข้าสู่ระยะกลาง

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การคุ้มครองเด็กในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิ หลักการทำงาน และรูปแบบปฏิบัติงานที่ดีที่สุด”  ซึ่งจัดขึ้นในจังหวัดพังงาในระหว่างวันที่ 14-20 กรกฎาคม 2548 โดยองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่นองค์การยูนิเซฟชมเชยทุกคนและทุกหน่วยงานในการร่วมมือบรรเทาผลกระทบเฉียบพลันที่เด็กๆ ประมาณ 50,000 คนต้องเผชิญอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติสึนามิ ไม่ว่าจะเป็นความช่วยเหลือเพื่อความอยู่รอด กรณีที่เด็กสูญเสียพ่อหรือแม่  หรือผู้ที่เป็นที่รัก รวมถึงภาวะสุขภาพจิต ตัวอย่างที่น่าชื่นชมของการร่วมมือช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์คลื่นสึนามิคือการช่วยให้เด็กๆ กลับสู่โรงเรียนภายในระยะเวลาเพียงไม่กีสัปดาห์หลังเหตุการณ์ภัยพิบัติ

“แต่อย่างไรก็ตาม เด็กที่ประสบภาวะภัยพิบัติร้ายแรงที่กระทบกระเทือนชีวิตเขาเป็นอย่างมาก มักเผชิญกับผลกระทบจากภัยพิบัตินั้นในระยะยาว คลื่นสึนามิอาจเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาที แต่ผลกระทบของมันอาจเกิดขึ้นตลอดชีวิต หลายคนอาจจะยังไม่เห็นความเสี่ยงที่แท้จริงที่เด็กๆ จำนวนมากอาจจะต้องเผชิญ งานของเราในการคุ้มครองเด็กยังไม่สิ้นสุด แต่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น” นางอิเนส ซาลิทิส  ผู้แทนองค์การยูนิเซฟประเทศไทยกล่าว

ผู้แทนองค์การยูนิเซฟกล่าวต่อว่า “การเปลี่ยนแปลงของชีวิตครอบครัวอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อเด็กมากกว่าการเอาชีวิตรอดจากคลื่นยักษ์สึนามิเสียอีก นั่นคือเหตุผลที่เราต้องวางแผนร่วมกับเด็กและเยาวชน เพื่อให้เกิดการตอบสนองที่มีประสิทธิภาพและร่วมมือกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ครอบครัวต้องแตกแยกอันเนื่องมาจากสาเหตุด้านเศรษฐกิจและการศึกษา และป้องกันไม่ให้เด็กที่อยู่ในภาวะล่อแหลมต้องเผชิญกับการถูกละเลย การถูกล่วงละเมิด และการถูกเอารัดเอาเปรียบที่อาจจะเป็นผลที่ตามมา”

ในภาวะฉุกเฉิน เด็กมักเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้นเนื่องจากการล่มสลายอย่างฉับพลันของกลไกการคุ้มครองที่อยู่ในชุนชน  เมื่อพิจารณาสถานการณ์ในประะเทศไทย ณ จุดนี้ เราเห็นความเสี่ยงที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการสูญเสียอาชีพ การพลัดถิ่น การสูญเสียบิดามารดาหรือผู้ดูแล และชุมชนที่แตกสลาย

“การสูญเสียของครอบครัวด้านเศรษฐกิจเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็ก อาชีพกว่าหนึ่งแสนอาชีพที่สูญเสียในเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ ประกอบกับภาวะความยากจนที่มีอยู่แล้วในชุมชนหมายถึงความเสี่ยงต่อเด็กที่สูงขึ้น และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่เด็กต้องออกจากโรงเรียน ถูกทอดทิ้งเพราะพ่อแม่ต้องไปหางานทำที่อื่น หรือแม้กระทั่งการที่เด็กถูกบังคับให้เข้าสู่ตลาดแรงงาน” นางบริเจ็ท เดอ เล เจ้าหน้าที่งานคุ้มครองเด็กในภาวะฉุกเฉิน องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าว

นางบริเจ็ทกล่าวต่อไปว่า “นับจากนี้เป็นต้นไป เราต้องมองความท้าทายมากกว่าเรื่องเด็กกำพร้า และควรเริ่มพิจารณาเด็กทุกคนที่อยู่ในภาวะล่อแหลม เราต้องมองให้กว้างกว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางกายภาพจากคลื่นสึนามิ และพิจารณารวมถึงชุมชนที่ได้รบผลกระทบด้านเศรษฐกิจด้วย เราต้องมองถึงเด็กที่อยู่ในกว่า 7,000 ครอบครัวที่พลัดถิ่น รวมทั้งเด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงหนือ เราต้องมองเด็กในครอบครัวแรงงานต่างด้าว และเด็กอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบแต่อาจไม่ใช่เด็กไทย การคุ้มครองเด็กในระยะยาวควรเน้นเรื่องการป้องกันมากกว่าการรับมือ”

ยูนิเซฟระบุ 3 หลักการสำคัญต่อการคุ้มครองเด็กสำหรับการฟื้นฟูชุมชนหลังเหตุากรณ์คลื่นยักษ์สึนามิ ในแนวทางตามสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2546 ไว้ดังนี้

• การรักษาครอบครัวให้คงอยู่ - การดูแลโดยใช้ครอบครัวเป็นฐาน หรือการให้เด็กอาศัยอยู่กับสมาชิกครอบครัวขยายเป็นข้อปฏิบัติที่แนะนำในการให้ความช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรักษาให้เด็กอยู่ในภาวะปกติ และควรมีการลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและโอกาสทางการศึกาาในครอบครัวและในชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กต้องพลัดพรากจากครอบครัวเพราะความยากจนในอนาคต การส่งเด็กเข้าสถาบันต่างๆ ควรเป็นทางเลือกสุดท้าย
• การป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายอื่นๆ ต่อเด็ก - ซึ่งรวมถึงการสร้างศักยภาพของบุคลากรทุกคนที่ทำงานเพื่อและร่วมกับเด็ก และควรมีระบบการติดตามเด็กในชุมชน
• การจัดตั้งและคงไว้ซึ่งการตอบสนองที่เหมาะสมและต่อเนื่อง - ประเด็นนี้รวมถึงการให้ชุมชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนในการทำงาน การจัดตั้งระบบการคุ้มครองเด็กที่มีมาตรฐาน การสร้างพันธมิตรและการประสานงานในการให้ความช่วยเหลือจากบุคลากรหลักทุกคน

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

องค์การยูนิเซฟ ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อการคุ้มครองเก็กในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติสึนามิ หลักการทำงาน และรูปแบบการปฏิบัติงานที่ดีที่สุด โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 170 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ทำงานด้านการคุ้มครองเด็กในพื้นที่ประสบภัย การประชุมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-20 กรกฎาคม 2548  ในจังหวัดพังงา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเสริมสร้างศักยภาพของบุคคลากรที่ทำงานในพื้นที่ในการคุ้มครองเด็กไม่ให้ได้รับผลกระทบจากภัยอื่นๆ ที่เป็นผลมาจากภาวะฉุกเฉิน การสร้างเครือข่ายของบุคคลากรด้านงานคุ้มครองเด็กในพื้นที่ประสบภัย และเพื่อเป็นเวทีให้ผู้ทำงานเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองเด็ก

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ

มาร์ค โธมัส เจ้าหน้าที่ฝ่ายสารนิเทศ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โทรศัพท์ 02 356-9481
พรธิดา พัดทอง เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยฝ่ายสารนิเทศ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โทรศัพท์ 02 356-9484

 

 
ค้นหา

 Email this article

unite for children