หนึ่งปีหลังสึนามิ เด็กไทยยังมองดลกในแง่ดีกรุงเทพฯ 22 ธันวาคม 2548 - ผลการวิจัยล่าสุดขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ ระบุสองในสามของเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติคลื่นสึนามิคิดว่าชีวิตดีขึ้นเมื่อเทียบกับในช่วงแรกหลังภัยพิบัติ และส่วนมากหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในอนาคต งานวิจัยของยูนิเซฟในหัวข้อ “นานาทรรศนะของเด็กที่ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับชีวิตและความช่วยเหลือในการบรรเทาภัยพิบัติจากสึนามิ” มีผู้เข้าร่วมตอบคำถามเป็นเด็กวัย 8-17 ปี จำนวน 1,633 คนใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย (ภูเก็ตและพังงา) อินโดนีเซีย ศรีลังกา และอินเดีย โดยเป็นผู้สูญเสียบ้านหรือสมาชิกในครอบครัวไปกับโศกนาฏกรรมสึนามิเมื่อปีที่แล้ว ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าเด็กในประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวทางจิตใจหลังจากผ่านมหันตภัยครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศมาแล้วเกือบหนึ่งปี ในทั้ง 4 ประเทศที่ได้รับการสำรวจ เด็กในประเทศไทยมองโลกในแง่ดีและมีความหวังมากที่สุดเกี่ยวกับอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม การวิจัยยังพบว่าสามในสี่ของเด็กผู้เข้าร่วมตอบคำถามในประเทศไทยยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อการสูญเสียสมาชิกในครอบครัว “งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยให้เสียงของเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปีที่แล้วเป็นที่รับรู้ ผลการวิจัยที่ได้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อรัฐบาล ยูนิเซฟและองค์กรต่างๆ ที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ในการปรับปรุงโครงการต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กในประเทศไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเป็นหลักประกันว่าพวกเขาจะได้รับสิทธิต่างๆ ที่ตนเองพึงมีพึงได้” นางอิเนส ซาลิทิส ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าว ในประเทศไทย เด็กกว่า 1,400 คนต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าเพราะสึนามิ ในขณะที่อีกกว่า 50,000 คนสูญเสียครูอันเป็นที่รักหรือเห็นโรงเรียนของตนได้รับความเสียหาย เด็กเกือบทุกคนในพื้นที่แถบอันดามันที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิรู้สึกเศร้าใจเพราะสูญเสียครอบครัว เพื่อน ที่อยู่อาศัย และรายได้ของครอบครัว แต่ถึงแม้จะยังโศกเศร้ากับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เด็กเกือบสามในสี่ของจำนวนทั้งหมด 400 คนที่ร่วมตอบคำถามของการวิจัยในประเทศไทยบอกว่าพวกเขารู้สึกมีความสุขในช่วงเวลาว่าง เกือบครึ่งหนึ่งบอกว่าพวกเขารู้สึกพอใจ และเด็กส่วนมากบอกว่าพวกเขาหวังว่าอนาคตจะดีขึ้น (83%) ในขณะเดียวกัน มีเด็กในประเทศไทยเพียง 10% เท่านั้นที่บอกว่าพวกเขายังรู้สึกซึมเศร้า และหนึ่งในสามของเด็กที่เข้าร่วมการวิจัยบอกว่ารู้สึกเบื่อ เฉยเมย (30%) และเปล่าเปลี่ยวในระดับใกล้เคียงกัน (28%) ประเด็นปัญหาส่วนตัวที่พบบ่อยมากที่สุดในกลุ่มเด็กที่ได้รับผลกระทบในประเทศไทย ได้แก่ ความโศกเศร้าต่อการสูญเสียสมาชิกในครอบครัวหรือกลัวตาย (76%) และอีกส่วนหนึ่งรู้สึกกลัวคลื่นสึนามิและแผ่นดินไหว (39%) การวิจัยยังสอบถามความคิดเห็นของเด็กๆ เกี่ยวกับความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ และความพยายามในการฟื้นฟูที่ที่ได้รับผลกระทบ เด็กเกือบทุกคนบอกว่าพวกเขาได้รับความช่วยเหลือในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (99%) ความช่วยเหลือที่ได้รับบ่อยที่สุดคือทุนการศึกษา (67%) ความช่วยเหลืออื่นๆ ที่เด็กๆ พูดถึงว่าได้รับคือ เสื้อผ้า (62%) อาหารและน้ำ (53%) บ้านและที่อยู่อาศัย (52%) ขณะนี้เด็กที่ได้รับผลกระทบเกือบทุกคนในประเทศไทย (99%) อาศัยอยู่ในบ้านของตัวเอง ซึ่งสูงกว่าในอินเดียและอินโดนีเซียที่เด็กจำนวนน้อยกว่าครึ่งที่อาศัยอยู่ในบ้านของตัวเอง นอกจากนี้ ยังพบว่า 95% ของเด็กที่ร่วมตอบคำถามทั้งหมดได้กลับเข้าเรียน อย่างไรก็ตาม เด็กในประเทศไทยเกือบทุกคน (94%) กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องทุนการศึกษา (81%) การช่วยเหลือทางการเงิน (36%) มีเด็กจำนวนน้อยกว่าหนึ่งในสามบอกว่าพวกเขาสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติเหมือนตอนก่อนสึนามิ เช่นการใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัว ยูนิเซฟระดมทุนได้ 22 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อใช้ในโครงการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์และฟื้นฟูในประเทศไทย ในงบประมาณจำนวนนี้ 8 ล้านเหรียญใช้ในการให้ความช่วยเหลือขั้นต้นในช่วงภาวะฉุกเฉินและการทำโครงการในระยะยาว เพื่อครอบคลุมงานคุ้มครองเด็ก การศึกษา เอชไอวี เอดส์ ระบบน้ำและสุขอนามัย และการวิเคราะห์นโยบาย ส่วนงบประมาณที่เหลือจะใช้ในการสนับสนุนโครงการต่างๆ ในพื้นที่ที่ประสบภัยในปี 2549-2550 งานวิจัยครั้งนี้มีการเก็บข้อมูลในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ซึ่งครอบคลุมการวิจัยทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ (โดยใช้เทคนิคการอภิปรายกลุ่ม) โดยประมาณค่าความคลาดเคลื่อนไว้ที่ +/-5% ในระดับประเทศ และ +/-2.6% ในภาพรวมของผลการวิจัยทั้งหมด ท่านสามารถอ่านรายละเอียดของผลการวิจัยฉบับเต็มได้ที่ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ มาร์ค โธมัส องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โทรศัพท์ 02 356-9481
|