ข้อมูลข่าวสาร

ข่าวสำหรับเผยแพร่

ศูนย์ข่าวยูนิเซฟ

ต้องการลิงค์กับเว็บไซต์ยูนิเซฟ

ติดต่อเรา

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติและยูนิเซฟเผยผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสำรวจมา

ผลสำรวจครัวเรือนจำนวน 43,000 ตัวอย่างเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กและสตรีในประเทศไทย

กรุงเทพฯ 9 มีนาคม 2550 – ผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีครั้งใหญ่ที่สุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมโนโวเทลในวันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2550 เปิดเผยว่าสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยได้ก้าวหน้าขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าท้ายอีกหลายประการที่ยังต้องได้รับการแก้ไขจัดการ ซึ่งรวมถึงความเหลื่อมล้ำในประเด็นต่างๆที่มีผลกระทบต่อสถานะภาพของเด็กและสตรี

การสำรวจครั้งนี้เป็นการสำรวจครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย การสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีการสำรวจแบบพหุดัชนีแบบจัดกลุ่ม (Multiple Indicators Cluster Survey) โดยได้สำรวจครัวเรือนจำนวน 43,000 ครัวเรือน และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างจากครัวเรือนทั่วประเทศ

การสำรวจนี้ให้ข้อมูลสถิติที่น่าเชือถือในการวัดความก้าวหน้าของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายระดับนานาชาติต่างๆ ซึ่งรวม ถึงเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals) ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาที่รัฐบาลต่างๆทั่วโลกได้ให้คำมั่นว่าจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายในปี พ.ศ. 2558

ผลการสำรวจยืนยันว่าความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วตลอดจนนโยบายการพัฒนาสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ทางสังคมที่สำคัญต่อคนไทยหลายประการ เช่น มีความคืบหน้าในเรื่องของภาวะโภชนาการของเด็ก อัตราการเข้าเรียน การเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขอนามัย และการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น

ตัวอย่างของผลการสำรวจ เช่น อัตราร้อยละของเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ทั่วประเทศลดลงจาก ร้อยละ 19 ใน พ.ศ. 2533 เหลือเพียงร้อยละ  9 ใน พ.ศ. 2549, อัตราการเข้าโรงเรียนของเด็กวัยประถมอยู่ที่ร้อยละ 98, ร้อยละ 83ของเด็กอายุ 1 ขวบที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่สำคัญ 6 โรค, ร้อยละ 94 ของประชากรสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำดื่มที่สะอาด และร้อยละ 99 ของประชากรมีเครื่องใช้ที่ถูกสุขอนามัย

“เหล่านี้เป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจอย่างยิ่งที่ประเทศไทยสามารถภูมิใจได้” นายโทโมโอะ โฮซูมิ ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าวระหว่างงานแถลงข่าว “แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีงานที่ท้าทายอีกบางประการในการที่ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายระดับนานาชาติต่างๆ ซึ่งประเทศไทยสามารถจัดการได้อย่างแน่นอนถ้าพิจารณาจากศักยภาพ ทรัพยากรที่มีอยู่และความคืบหน้าในการดำเนินงานที่ผ่านมา”

นายโทโมโอะกล่าวว่างานท้าทายที่สำคัญประการหนึ่งที่สะท้อนจากผลสำรวจครั้งนี้ คือ อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว ซึ่งในประเทศไทย มีทารกเพียงร้อยละ 5.4 เท่านั้นที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วงแรกเกิดจนถึง 6 เดือนแรก ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวต่ำที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย อธิบายต่อไปว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ทำให้ทารกได้รับสารอาหารที่จำเป็นทั้งหมดในช่วงเวลาที่สำคัญต่อการพัฒนา นายโทโมโอะยังเรียกร้องให้บริษัทนมผงต่างๆ ดำเนินมาตรการทางการตลาดตามมาตรฐานและวิธีปฏิบัติที่นานาชาติได้ตกลงกันไว้

นายโทโมโอะยังกล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยยังไม่ค่อยมีความคืบหน้าในเรื่องอัตราการบริโภคเกลือไอโอดีนเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ ซึ่งวิธีที่ได้ผลที่สุดในการเพิ่มอัตราการบริโภคไอโอดีนคือการเติมสารไอโอดีนลงไปในเกลือ ผลกระทบที่เกิดจากการขาดสารไอโอดีนคือภาวะสติปัญญาอ่อน การขาดสารไอโอดีนแม้ในปริมาณเพียงน้อยนิดสามารถจำกัดการพัฒนาการของเด็กและมีผลต่อการเรียนของเด็ก ทั้งนี้ ผลการสำรวจเปิดเผยว่า มีเพียงแค่ร้อยละ 58 ของครัวเรือนทั่วประเทศที่บริโภคเกลือไอโอดีน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อัตราการบริโภคเกลือไอโอดีนของครัวเรือนมีเพียงร้อยละ 35

“ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ที่ต้องได้รับการเอาใจใส่มากขึ้น” นายโทโมโอะกล่าว “การแก้ไขเรื่องนี้ต้องใช้กฎหมายบังคับให้มีการเติมสารไอโอดีนในเกลือบริโภคสำหรับคนและสัตว์ ซึ่งหลายประเทศได้ดำเนินการในลักษณะนี้ไปแล้วเพื่อเพิ่มการผลิตและบริโภคเกลือไอโอดีน”

ผลการสำรวจครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับเรื่องเอชไอวี/เอดส์ เนื่องจากน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้หญิงวัย 15-49 ปี มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ นอกจากนี้ ผลสำรวจยังสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ โดยร้อยละ 29 ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่า ไม่ควรให้ครูที่ติดเชื้อเอชไอวีมาสอนหนังสือ และร้อยละ 65 ของผู้ตอบแบบสอบถามปฏิเสธที่จะซื้ออาหารจากคนขายที่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของสถานะเด็กและสตรีในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น การเข้าถึงบริการและการมีเครื่องใช้ที่จำเป็น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่กลุ่มตัวอย่างอาศัยอยู่ (อยู่ในเขตเมืองหรือในเขตชนบทหรือในจังหวัดที่ต่างกัน), เชื้อชาติ (การเป็นชนกลุ่มน้อย หรือการเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ, การพูดภาษาไทยหรือไม่พูดภาษาไทย) และฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม (จนหรือรวย, มีการศึกษาหรือด้อยการศึกษา)

ยกตัวอย่างเช่น อัตราของเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มักมาจากครอบครัวที่ยากจนที่สุด ซึ่งคิดเป็น 4 เท่าเมื่อเทียบกับที่มาจากครอบครัวที่รวยที่สุด (ร้อยละ 15 เทียบกับร้อยละ 4), หรือมักเป็นเด็กที่แม่ไม่ได้รับการศึกษา ซึ่งคิดเป็น 2 เท่า เมื่อเที่ยบกับเด็กที่แม่ได้รับการศึกษาในระดับชั้นมัธยม (ร้อยละ 13 เทียบกับร้อยละ 6) นอกจากนี้ ในเรื่องของการบริโภคเกลือไอโอดีน ครัวเรือนที่มีฐานะร่ำรวยมักบริโภคเกลือไอโอดีน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีฐานะยากจน (ร้อยละ 75 เทียบกับร้อยละ 42)

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

พรทิพย์ ศรีวัชรินทร์ สำนักสถิติเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ
โทรศัพท์  02-281 0333 ต่อ 1215

ณัฐฐา กีนะพันธ์ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย
โทรศัพท์  02 356 9478, 086 616 7555

 

 
ค้นหา

 Email this article

unite for children