ข้อมูลข่าวสาร

ข่าวสำหรับเผยแพร่

รายงาน

ติดต่อเรา

 

การลงทุนในเด็กเพื่ออนาคตของประเทศไทย

โครงการประชุมวิชาการระดับชาติ
เรื่อง การพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนไทยสู่ประชาคมอาเซียน
สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
วันที่ 21 – 22 มีนาคม พ.ศ. 2556 ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

การลงทุนในเด็กเพื่ออนาคตของประเทศไทย

ท่านประธานและคณะกรรมการจัดการประชุม ท่านผู้เข้าร่วมประชุม และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญให้มากล่าวเปิดงานการประชุมวิชาการ เรื่อง “การพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนไทยสู่ประชาคมอาเซียน”  ในครั้งนี้   ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายผมขอเริ่มด้วยการขอให้พวกเรานึกถึงคำถามนี้ครับ “ทำไมการดำเนินงานเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้เต็มตามศักยภาพจึงมีความสำคัญต่อการรับมือกับความท้าทายที่จะมาพร้อมกับประชาคมอาเซียน  หลังปี พ.ศ.  2558”

ในการตอบคำถามดังกล่าวมีสองประเด็นที่เราต้องพูดถึง ซึ่งประเด็นทั้งสองดูเหมือนจะชัดเจนอยู่ในตัว แต่จริงๆแล้วมีความซับซ้อนพอสมควร

ก่อนอื่นเราต้องตระหนักเสียก่อนว่าเด็กๆ ในประเทศไทยมีสิทธิตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นเครื่องมือด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองอย่างกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กนี้ รัฐบาลไทยมีหน้าที่ต้องทำเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตรอด ได้รับการพัฒนา คุ้มครอง ตลอดจนมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มีชาติพันธุ์ สัญชาติ หรือศาสนาใดก็ตาม สิทธิขั้นพื้นฐานที่ปรากฏในอนุสัญญาฯ ฉบับนี้ รวมถึงสิทธิที่จะได้รับการจดทะเบียนเกิด สิทธิที่จะได้รับการดูแลด้านสุขภาพและได้รับอาหารที่ถูกหลักโภชนาการอย่างเพียงพอ สิทธิที่จะได้รับการศึกษาอันมีคุณภาพและสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากความรุนแรงทุกรูปแบบ การถูกล่วงละเมิด การถูกทอดทิ้งและการหาประโยชน์จากเด็ก

จากการที่ผมได้รับหน้าที่ทูตยูนิเซฟตั้งแต่ พ.ศ. 2539 ทำให้ผมมีความคุ้นเคยกับเรื่องสิทธิเด็กและการดำเนินงานด้านนี้ในประเทศไทยอยู่บ้าง ขณะที่ประเทศไทยอาจภูมิใจที่ประสบความสำเร็จในการผลักดันเรื่องสิทธิเด็กมากมาย แต่ผมต้องขอบอกว่าเรายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก

ประเทศไทยโชคดีที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสูงติดต่อกันมา  นับสิบปี ซึ่งช่วยให้เด็กๆ และครอบครัวหลายล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน ในขณะเดียวกัน  ก็นำพาเด็กๆ และครอบครัวอีกหลายล้านขึ้นมาเป็นประชาชน ในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง เวลานี้เรามีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า              

ซึ่งเป็นที่อิจฉาของประเทศเพื่อนบ้าน และเด็กๆ ส่วนใหญ่ในประเทศก็ได้รับการศึกษาถึงชั้นประถมศึกษาเป็นอย่างน้อยและยังได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเพียงใด แต่ประโยชน์ทั้งหลายไม่ได้ส่งผลไปยังทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ยังมีเด็กอีกมากมายที่ยังถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อเรามองลึกลงไปกว่าข้อมูลระดับชาติ กล่าวคือมองลงไปจนถึงระดับภูมิภาคและจังหวัดบางจังหวัดรวมถึงกลุ่มประชากรบางกลุ่ม

ตัวอย่างเช่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยซึ่งมีประชากรเด็กเกือบหนึ่งในสี่ของประเทศนั้น ประชากรร้อยละสิบแปดดำเนินชีวิตอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเส้นความยากจน ซึ่งผลกระทบของมันสะท้อนอย่างชัดเจนด้วยอัตราการขาดสารอาหารที่สูงกว่าภาคกลางถึงเกือบหนึ่งในสามเท่า หรือการที่มีเด็กวัยเรียนชั้นประถมศึกษากว่า 200,000 คนที่ไม่ได้เข้าโรงเรียน และเนื่องจากพ่อแม่ของพวกเขาต้องเดินทางไปหางานทำในภูมิภาคอื่นๆ เด็กๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนมากจึงได้รับการเลี้ยงดูโดยปู่ย่าตายายหรือญาติๆ

ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศก็ต้องประสบปัญหาซึ่งเป็นผลมาจากความยากจนหรือการถูกทอดทิ้งเช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าเรายังคงล้มเหลวในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กอีกเป็นจำนวนมากมายเหลือเกิน ทั้งนี้ยังไม่นับรวมเด็กๆ ที่พ่อแม่ต้องเสียชีวิตเพราะเหตุต่างๆ เช่นกรณีเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งบางส่วนของจังหวัดสงขลา

ท่านผู้มีเกียรติครับ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบางท่านในที่นี้คงจะกำลังถามตัวเองอยู่ ณ ขณะนี้ว่าทำไมเราจึงต้องมาสนใจเรื่องเด็กยากจนกลุ่มเล็กๆที่ยังล้าหลังอยู่ด้วย ในเมื่อโดยทั่วไปแล้วสถานการณ์เด็กในประเทศไทยก็ดูดีพอสมควร อย่างไรเสียเด็กส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไรมากนัก ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข   ส่วนใหญ่ได้รับโภชนาการอาหารที่ดี และส่วนใหญ่ได้เข้าโรงเรียนและจบการศึกษาอย่างน้อยก็ชั้นประถม

นี่เองที่นำผมมาสู่ประเด็นที่สองเมื่อพูดถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนในประเทศไทยเพื่อก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน บัดนี้ประเทศไทยมิใช่แค่กำลังก้าวสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ ซึ่งหมายความว่าประชากรร้อยละเจ็ด  หรือมากกว่าของประเทศมีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปเท่านั้น   นะครับ แต่เรากำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุด้วยอัตรารวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” ภายในเวลาอีก 21 ปีข้างหน้า ซึ่งหมายถึงการที่ประชากรร้อยละ 14 หรือมากกว่านั้นมีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ในประเทศฝรั่งเศสนั้นการเปลี่ยนแปลงนี้ใช้เวลามากกว่าหนึ่งร้อยปี ในขณะที่ประเทศไทยจะนำหน้าแม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นอันดับหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ที่รวดเร็วที่สุดในโลกเสียอีก

นอกจากนั้นอัตราการเกิดของเราอยู่ที่ 1.5 รายต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำ  เมื่อรวมอัตราประชากรผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและอัตราการเกิดที่ยังคงต่ำอยู่ จะทำให้มีคนหนุ่มสาวมีจำนวนน้อยลง แต่ต้องรับหน้าที่ดูแลผู้สูงวัยที่จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

จนถึงปี พ.ศ. 2533 ประเทศไทยเรามีประชากรวัยทำงาน 10 คนซึ่งมีอายุระหว่าง 15-64 ปี ต่อประชากรอายุมากกว่า 65 ปีหนึ่งคน รายได้และภาษีจากประชากรวัยทำงาน 10 คนเหล่านั้นช่วยดูแลประชากรสูงวัยได้หนึ่งคน

ถึงปี พ.ศ. 2553 อัตราส่วนลดลงเหลือ 5 ต่อ 1 คือมีประชากรวัยทำงาน 5 คนดูแลผู้สูงวัย 1 คน เมื่อถึงปี พ.ศ. 2573 อัตราส่วนนี้จะลดลงอีกครึ่งหนึ่ง กลายเป็นประชากรวัยทำงาน 2.5 คนต่อผู้สูงวัย 1 คน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชากรวัยทำงานของเราจะต้องมีคุณภาพสูงขึ้น 

ด้วยเหตุนี้ ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนในประเทศไทยจะต้องเริ่มคิดว่าการพัฒนาศักยภาพของเด็กทุกคนเป็นสิ่งสำคัญระดับชาติ    ปัจจุบันนี้เด็กชายและเด็กหญิงทุกคนที่เกิดมาในประเทศไทยถือเป็นทรัพยากร   อันมีคุณค่ายิ่ง เราไม่อาจเสียศักยภาพของพวกเขาไปได้แม้แต่คนเดียวครับ

ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้ว รัฐบาลไทยมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายดังปรากฏในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและทำให้พวกเขามีโอกาสได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพของตน ผมเชื่อว่าพวกเราชาวไทยทุกคนก็มีหน้าที่ต้องช่วยกันเคารพ ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเหล่านั้นเช่นกัน ไม่เพียงแต่เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องตาม ‘ศีลธรรม’ เท่านั้น เด็กๆ ในวันนี้จะมีส่วนร่วมในอนาคตข้างหน้ากับเรา และหากเราล้มเหลวในการเตรียมความพร้อมให้พวกเขารับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้แล้วละก็ นั่นหมายถึงเราไม่เพียงทำให้พวกเขาผิดหวัง แต่หมายถึงพวกเราเองด้วย

ท่านผู้มีเกียรติครับ

เมื่อถึงตอนนี้ก็เกิดคำถามที่สองตามมา คือ “แล้วเราควรมุ่งความสำคัญกับการลงทุนในด้านใดจึงจะแน่ใจได้ว่าเด็กๆ จะมีความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต?”

เราทราบกันอยู่แล้วครับว่าการเรียนรู้เริ่มตั้งแต่วัยทารกก่อนที่จะเริ่มการศึกษาในระบบเสียอีก ช่วงเวลาสองสามปีแรกของชีวิตนี้เป็นรากฐานของการพัฒนาต่อไปจนตลอดชีวิต หากขาดอาหารและโภชนาการที่เหมาะสม การมีโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรังและขาดการกระตุ้นอย่างเหมาะสมในช่วงขวบปีแรกๆ จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาโครงสร้างและการทำงานของสมองได้ทำให้พัฒนาด้านกระบวนการเรียนรู้และอารมณ์ได้ไม่ดีพอ ซึ่งจะมีผลต่อเด็กไปชั่วชีวิต

เราทราบว่าโครงการต่างๆ ที่มุ่งส่งเสริมความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรให้พ่อแม่ในช่วงขวบปีแรกๆ ของชีวิตในด้านโภชนาการ การเรียนรู้และกิจกรรมกระตุ้นการเรียนรู้ และการสร้างวินัยเชิงบวกสามารถช่วยพัฒนาสมองและการพัฒนาทางอารมณ์ตลอดจนทักษะทางสังคมของเด็กๆ ได้

เราทราบว่าการเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสามารถช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของเด็กเล็กได้ ทั้งยังช่วยเตรียมความพร้อมที่จะเข้าโรงเรียนชั้นประถมศึกษาและทำให้มีผลการเรียนที่ดีในอนาคต โครงการเหล่านี้จะมีประโยชน์ต่อเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสมากขึ้นไปอีก

เราทราบว่าโครงการบรรเทาความยากจนต่างๆ เช่น เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตร การเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนยากจน สามารถช่วยครอบครัวที่ยากจนให้จัดหาปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเด็ก ตลอดจนเป็นแรงจูงใจให้ครอบครัวหันมาลงทุนกับสุขภาพอนามัยและการศึกษาของเด็กมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เราทราบว่าการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการลงทุนกับโครงการเด็กปฐมวัยที่จัดทำโดยศาสตราจารย์เจมส์ เจ. เฮ็คแมนซึ่งเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การลงทุนกับโครงการเพื่อเด็กปฐมวัยนั้นให้ผลตอบแทนที่ให้ประโยชน์สูงกว่าเมื่อเทียบกับการทำโครงการเพื่อแก้ปัญหาในภายหลัง และเขายังพบอีกว่าการลงทุนเพื่อการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพจะให้ผลตอบแทนกลับมาประมาณร้อยละ 7-10 ต่อปี  จากผลลัพธ์ที่ดีกว่าทั้งในด้านการศึกษา สุขภาพ สังคม การเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจและอาชญากรที่ลดลง  ศาสตราจารย์เฮ็คแมน ตั้งข้อสังเกตว่าผลตอบแทนจากการลงทุนนี้จะดีกว่าผลตอบแทนจากตลาดหุ้นสหรัฐในช่วง ปี พ.ศ. 2488 - 2551

เราทราบทุกอย่างนี้ดีอยู่แล้ว และยังทราบดียิ่งกว่านี้ด้วย ว่าการลงทุนกับเด็กในช่วงเวลาก่อนเข้าเรียนชั้นประถมศึกษานั้นมีความสำคัญเพียงไรเพราะมีผลการวิจัยมากมายยืนยัน กระนั้นจำนวนงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรสำหรับโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยกลับน้อยนิดเมื่อเทียบกับงบประมาณสำหรับเด็กวัยประถมศึกษา

ผมเชื่อว่าทุกท่านคงได้ตระหนักดีแล้วถึงความสำคัญของการลงทุนกับเด็กเล็ก และตอนนี้เรารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไรต่อไป

เราจะต้องลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นเด็กของเรา ด้วยวิธีที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ครับ เราต้องสร้างผลตอบแทนให้สูงขึ้นและต้องลดค่าใช้จ่ายทางสังคมที่เกิดจากความยากจนของเด็กลงให้ได้ เราจะต้องสร้างความเท่าเทียมทางสังคม  ให้มากขึ้น และที่สำคัญที่สุด เราจะต้องทำเช่นนี้ เพราะเด็กทุกคนมี สิทธิ ที่จะได้รับการพัฒนา และเพราะเป็นหน้าที่ของเราในฐานะพ่อแม่ ผู้ใหญ่ และในฐานะสมาชิกของสังคมนี้ ที่จะต้องช่วยให้พวกเขาได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพของตน

เมื่อต้นปีที่แล้วรัฐบาลได้นำเสนอแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งมีโครงการที่สำคัญสำหรับเด็กเล็กหลายโครงการ แผนที่มีความคิดก้าวหน้าเช่นนี้ได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้กำลังรออนุมัติแผนปฏิบัติการและงบประมาณอยู่

ผมขอให้ท่านทั้งหลายและทุกคนในสังคมได้ช่วยกันกระตุ้นให้รัฐบาลดำเนินงานตามแผนดังกล่าวนี้ให้รุดหน้าไปโดยเร็วที่สุด และขอให้จัดสรรงบประมาณอย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของเด็กทุกคนในประเทศไทย หากประเทศไทยต้องการส่งเสริมการพัฒนาเด็กอย่างจริงจัง การแก้ไขปัญหาความยากจน สร้างความเท่าเทียมกันในสังคม สร้างเสริมศักยภาพเพื่อให้พร้อมรับมือกับความท้าทายของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนตลอดจนเป็นผู้นำในเรื่องสิทธิเด็กแล้วละก็ การลงทุนกับเด็กอย่างจริงจังจึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จดังหวังได้

อนึ่ง แม้จะมีหรือไม่มีประชาคมอาเซียนเกิดขึ้นก็ตาม การพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยจำเป็นที่จะต้องดำเนินต่อไปตราบเท่าที่สังคมไทยยังคงอยู่ เพราะอนาคตที่ดีและความก้าวหน้าของประเทศและสังคมไทยขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในสิ้นปี พ.ศ. 2558 เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่จะมาช่วยเร่งรัดการพัฒนานี้เท่านั้น

ผมขอจบข้อคิดเห็นที่จะขอฝากไว้กับท่านทั้งหลายในพิธีเปิดการประชุมวิชาการ เรื่อง “การพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนไทยสู่ประชาคมอาเซียน” ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันนี้แต่เพียงเท่านี้ และขอให้การประชุมสำเร็จสมความปรารถนาของผู้จัดและผู้เข้าร่วมประชุมทุกประการ

ขอบคุณครับ

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children