ข้อมูลข่าวสาร

ข่าวสำหรับเผยแพร่

รายงาน

ติดต่อเรา

 

ยูนิเซฟชี้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในเอเชียตะวันออกดิ่งลง

กรุงเทพฯ 1 พฤษภาคม 2555 – ยูนิเซฟวิตกเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่มีอัตราลดลงอย่างมากในทวีปเอเชียตะวันออก และเรียกร้องให้สังคมให้ความสนใจถึงความสำคัญของนมแม่ต่อการอยู่รอดและพัฒนาการของเด็ก ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก มีส่วนช่วยในการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในทางตรงและทางอ้อม มีหลักฐานชัดเจนว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวภายในหกเดือนแรกของชีวิตทารกไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตในอนาคตของพวกเขาเท่านั้น หากยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและช่วยป้องกันภาวะทุพโภชนาการเรื้อรังได้อย่างดียิ่ง
 
“อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ลดลงอย่างมากในทวีปเอเชียตะวันออกเป็นเรื่องที่น่าตกใจ” ฟรานซ์ บีกิน ที่ปรึกษาด้านโภชนาการขององค์การยูนิเซฟภาคพื้นเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกกล่าว “เพียงร้อยละ 5 ของแม่ในประเทศไทยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกในขณะที่เวียดนามมีประมาณร้อยละ 10 และในจีนมีเด็กเพียงร้อยละ 28 ที่ได้กินนมแม่” บีกินกล่าว

จากข้อมูลของยูนิเซฟ อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ต่ำลงเป็นผลมาจากทั้งการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้หญิงสามารถทำงานหาเลี้ยงชีพได้มากขึ้น และกลยุทธ์ทางการตลาดของตลาดนมผงสำหรับเลี้ยงทารกและเด็กเล็กซึ่งมีการแข่งขันสูงในภูมิภาคนี้

“บรรดาแม่ๆ ในภูมิภาคนี้ต้องเผชิญกับปัญหาด้านเวลา แม่ต้องรีบกลับไปทำงานไม่นานหลังคลอดบุตร และอาจมีโอกาสน้อยที่จะให้นมลูกเองหรือเก็บน้ำนมในขณะอยู่ในทีทำงาน” บีกินกล่าว  “ในขณะเดียวกัน บริษัทผลิตอาหารสำหรับทารกก็กำลังมุ่งเป้าไปที่เศรษฐกิจซึ่งกำลังโตอย่างรวดเร็วของเอเชียตะวันออก โดยมุ่งใช้กลยุทธ์ด้านการตลาดเพื่อส่งเสริมการขาย และพยายามเกลี้ยกล่อมให้แม่ๆ เลิกเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองแล้วหันมาซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้แทน ถึงแม้จะไม่เป็นผลดีสำหรับเด็กๆก็ตาม”

กฏหมายห้ามการโฆษณานมผงเลี้ยงทารกและเด็กเล็กเป็นเรื่องที่ดี โดยในประเทศอินเดียซึ่งมีกฏหมายห้ามการโฆษณานมผงเลี้ยงทารกและเด็กเล็ก  มียอดขายนมผงน้อย ในขณะที่อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ไม่ลดลง

ยูนิเซฟเรียกร้องให้บริษัทผลิตอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กปฏิบัติตามหลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ต่ำลงในเอเชียตะวันออก อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องดีที่หลายประเทศในภูมิภาคได้แสดงความพยายามที่จะนำหลักเกณฑ์สากลนี้มาใช้และพยายามบัญญัติกฏหมายห้ามการโฆษณานมผงเลี้ยงทารกและเด็กเล็ก

ปัจจุบันยูนิเซฟกำลังร่วมมือกับบริษัทเอกชนต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้หญิงมีสิทธิในการลาคลอดในเวลาที่พอเพียง และได้พักให้นมลูกระหว่างชั่วโมงทำงานด้วย

หลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดฯ นี้ ถือเป็นการปกป้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และช่วยให้การให้นมบุตรมีความปลอดภัยและสร้างเสริมภาวะโภชนาการที่ดีสำหรับทารก นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้มีการโฆษณาส่งเสริมการใช้นมผงสำหรับทารกและเด็กเล็ก ขวดนมและหัวนมยาง  หลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าวไม่ได้ห้ามการขายนมผง เพียงแต่ห้ามไม่ให้มีการทำการตลาดเพื่อชวนเชื่อให้แม่ใช้นมผงเลี้ยงลูกแทนนมตนเองเท่านั้น

“ขณะที่เศรษฐกิจของเอเซียตะวันออกและแปซิฟิกเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีผู้หญิงจำนวนมากขึ้นออกไปทำงานนอกบ้าน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่บรรดาแม่ๆ ต้องเข้าใจถึงประโยชน์ในระยะยาวของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่” บีกินกล่าว “ถ้าบริษัทนมผงยอมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กแล้ว บรรดาแม่ๆ จะสามารถเลือกได้โดยมีข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอ ไม่มีนมผงชนิดใดจะทดแทนความสำคัญของนมแม่ที่มีต่อการอยู่รอด การเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็กๆ ได้เลย”

####

สำหรับผู้สื่อข่าว
สามารถขอวิดีทัศน์และภาพถ่ายเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ และสัมภาษณ์ฟรานซ์ บีกิน, ที่ปรึกษาด้านโภชนาการสำหรับเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก


หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อสัมภาษณ์หรือขอวิดีทัศน์และภาพถ่ายได้ที่:

เจฟฟรีย์ คีล เจ้าหน้าที่แผนกสื่อสาร องค์การยูนิเซฟภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
โทร:  + 66 (0)2-356-9407
มือถือ: + 66 (0) 81-906-0813
gkeele@unicef.org

จานีน แคนเดล เจ้าหน้าที่แผนกสื่อสาร องค์การยูนิเซฟภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
โทร: + 66 2 356 9408
มือถือ: + 66 901 974 659
jkandel@unicef.org

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children