ข้อมูลข่าวสาร

ข่าวสำหรับเผยแพร่

รายงาน

ติดต่อเรา

 

ยูนิเซฟ แสนสิริ จุดประกายการช่วยเหลือเด็กอย่างยั่งยืน SOCIAL CHANGE

© UNICEF- Sansiri/2011

กรุงทพฯ 8 กันยายน 2554 – วันนี้องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการในการพัฒนาความเป็นอยู่ของเด็กและเยาวชนในประเทศไทยและทั่วโลก โดยเน้นเรื่องสุขภาพ การศึกษาและการกีฬาภายใต้แนวคิด “Children are everyone’s business”

ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างยูนิเซฟและองค์กรธุรกิจในประเทศไทย โดยมีกรอบระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่พ.ศ. 2554 – 2556 ทั้งนี้แสนสิริและยูนิเซฟได้ร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมแบบใหม่ที่เรียกว่า “Social Change” ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแค่การบริจาคหรือการกุศลแบบครั้งคราว แต่มุ่งเน้นให้องค์กรธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาทั้งกระบวนการ  โดยเริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจกับปัญหาในทุกมิติ การร่วมวางแผนแก้ปัญหา ไปจนถึงการทำงานกับทุกภาคฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนอย่างจริงจัง

ความร่วมมือระหว่างยูนิเซฟและแสนสิริครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาความเป็นอยู่ของเด็ก โดยเริ่มจากการรณรงค์เรื่องสิทธิเด็กภายในบริษัทแสนสิริเอง เช่น การสร้างห้องเก็บน้ำนมแม่สำหรับพนักงาน และขยายไปยังบริษัทคู่ค้าผ่านโครงการยุติการใช้แรงงานเด็กในสถานที่ก่อสร้าง ไปจนถึงการรณรงค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายของประเทศ เช่น การสนับสนุนโครงการ Iodine Please ซึ่งเป็นการผลักดันให้เกิดนโยบายเกลือเสริมไอโอดีนถ้วนหน้าเพื่อขจัดโรคขาดสารไอโอดีนซี่งมีผลต่อการพัฒนาสมองของเด็ก

นอกจากนี้ ในปลายปีนี้ยูนิเซฟและแสนสิริจะเริ่มเดินหน้าโครงการเกี่ยวกับการศึกษา และการให้เด็กทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมตามวัย  ตลอดจนสนับสนุนการช่วยเหลือเด็กทั่วโลกที่ประสบภัยพิบัติหรือสงคราม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

“ภาคธุรกิจมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เด็กสามารถใช้พลังของพวกเขาไปในทางที่สร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ต่อสังคม” นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีและทูตยูนิเซฟประจำประเทศไทยกล่าว “การให้ความสำคัญกับเด็กเป็นอันดับแรกจะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาเร่งด่วนหลายประการในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและสังคมที่สงบสุขได้”

นายอานันท์กล่าวว่าแม้วันนี้ความเป็นอยู่ของเด็กในประเทศไทยและทั่วโลกจะได้รับการพัฒนาไปในหลายด้าน แต่ยังมีเด็กอีกหลายล้านคนที่ยังมีชีวิตอยู่กับความยากจน และขาดโอกาสในการเข้าเรียนและได้รับบริการทางสุขภาพ  อีกหลายล้านคนยังคงต้องเผชิญกับภาวะทุพโภชนาการ ความรุนแรง การถูกทำร้าย การถูกเลือกปฎิบัติ ในขณะที่ภัยธรรมชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความขัดแย้ง และคอรัปชั่นในปัจจุบันต่างทำให้ปัญหาที่เด็กต้องเผชิญทวีความรุนแรงขึ้น

ในประเทศไทยเองมีเด็กประมาณ 600,000 คนที่ไม่ได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาหรือเข้าเรียนช้ากว่าเกณฑ์ และมีเด็กปฐมวัยจำนวนมากขาดการพัฒนาในช่วงห้าปีแรกของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดสำหรับการพัฒนาชีวิตของเด็กเนื่องจากเป็นช่วงที่สมองพัฒนาอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังพบว่าในประเทศไทยมีเด็กเพียงร้อยละ 5.4 เท่านั้นที่กินนมแม่อย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรก ในขณะที่มีหญิงตั้งครรภ์ถึงร้อยละ 70 ไม่ได้รับสารไอโอดีนอย่างเพียงพอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางสมองของทารก

นายโกวิทย์ โปษยานนท์ ประธานกรรมการบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน คือการที่ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมทั้งระบบ ซึ่งโครงการ Iodine Please พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานสหประชาชาติและภาคเอกชนได้นำไปสู่การออกกฎหมายเกลือเสริมไอโอดีนถ้วนหน้า

“ผมหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะจุดประกายให้องค์กรธุรกิจอื่นๆ ได้ตระหนักว่าเรื่องของเด็กนั้นเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน และการสร้างรูปแบบองค์กรที่เป็นมิตรกับเด็กเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรธุรกิจสามารถทำได้” นายโกวิทย์กล่าว

นายโทโมโอะ โฮซูมิ ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าวว่าความร่วมมือระหว่างยูนิเซฟและแสนสิริถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการรณรงค์ให้ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของเด็ก และนอกจากในประเทศไทยแล้วยูนิเซฟยังทำงานกับองค์กรธุรกิจในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เช่น ไอเกีย (IKEA) แพมเพอร์ส (Pampers) สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา และสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
ณัฐฐา กีนะพันธ์ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โทร 02 356 9478 หรือ 086 616 7555 หรือ nkeenapan@unicef.org

คุณภิญญาพัชญ์  ห่วงนาค บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) โทร 02 201 3536 หรือ pinyapat@sansiri.com

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children