ข้อมูลข่าวสาร

ข่าวสำหรับเผยแพร่

รายงาน

ติดต่อเรา

 

ทำไมการลงทุนกับเด็กในวันนี้จึงสำคัญสำหรับวันพรุ่งนี้

โดย เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา

กรุงเทพฯ 28 กุมภาพันธ์ 2554 – ลองนึกถึงประเทศใดประเทศหนึ่งที่ประชากรมากกว่าร้อยละ 14 เป็นผู้มีอายุ 65 ปีเป็นอย่างต่ำ ลองนึกถึงประเทศเดียวกันนี้ที่มีอัตราการเกิดของประชากรต่ำลงเรื่อยๆ จากนั้นพยายามนึกถึงความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศนี้จะต้องเผชิญในอนาคตหากต้องการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจเพื่อการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญในอีกสองทศวรรษต่อจากนี้ ขณะที่ประเทศเปลี่ยนจากการเป็นสังคม “ผู้สูงอายุ” (Aging Society) มาเป็นสังคม “ผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” (Aged Society) เป็นที่คาดการณ์ว่าจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 14 (ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทางประชากรศาสตร์สำหรับการนิยามคำว่า “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์”) ในปี พ.ศ. 2573 โดยเพิ่มขึ้นจากจำนวนร้อยละ 7 ในปี พ.ศ. 2548 ภายในประมาณกว่าสองทศวรรษเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสังคมผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยเปรียบเทียบกับประเทศอย่างฝรั่งเศสซึ่งใช้เวลาถึงหนึ่งศตวรรษในการผ่านขั้นตอนเดียวกันนี้

ในขณะเดียวกัน อัตราการเกิดของประชากรในประเทศอยู่ที่เด็ก 1.5 คนต่อผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์หนึ่งคนในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าระดับทดแทนซึ่งอยู่ที่ 2.1 คน อันจะส่งผลให้ขนาดของประชากรอยู่ในเกณฑ์คงที่มาก ดังนั้นในรอบทศวรรษที่จะตามมา จะมีจำนวนประชากรวัยทำงานหรือวัย “คุณภาพ” (Productive Age) ที่จะช่วยอนุเคราะห์ประชากรที่กำลัง “แก่ลง” น้อยลงทุกที

ยูนิเซฟเชื่อว่า “ช่องว่างของวัย” ในอนาคตนี้จะสามารถแก้ไขได้ดีที่สุดด้วยการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมในด้านของการสนับสนุนสิทธิด้านสาธารณสุขที่เด็กและวัยรุ่นพึงได้รับ ตลอดจนการพัฒนาและการได้รับการศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมให้พวกเขาได้กลายเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของสังคมเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเพื่อช่วยให้ทั้งพวกเขาและประเทศไทยสามารถดูแลประชากรสูงวัยที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นมากได้อย่างดี

รายงานสภาวะเด็กโลกปี 2011 ของยูนิเซฟที่มีชื่อว่า ‘วัยรุ่น: วัยแห่งโอกาส’ ซึ่งเผยแพร่ออกสู่สาธารณะเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เป็นการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่เด็กทั้งชายและหญิงต้องเผชิญขณะที่พวกเขาก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สองของชีวิต รายงานฉบับนี้ไม่เพียงสรุปความเสี่ยงและความเปราะบางของห้วงเวลาที่สำคัญในชีวิตนี้เท่านั้น แต่ยังกล่าวถึงโอกาสที่ดีพิเศษที่เด็กๆ อาจได้รับในช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นยังระบุถึงขอบเขตที่ควรมีการลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อขจัดวัฏจักรของความยากไร้ กำจัดความไม่เสมอภาค และช่วยให้ตัววัยรุ่นเอง ครอบครัวตลอดจนประเทศของพวกเขาได้มีอนาคตที่ดีขึ้น

 

จากรายงานฉบับดังกล่าว วัยรุ่นอายุตั้งแต่10 ถึง19 ปีที่ยากจนหรือด้อยโอกาสจะมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนชั้นมัธยมศึกษาในระหว่างวัยรุ่นน้อยกว่า และมักจะมีโอกาสที่จะถูกแสวงประโยชน์ ล่วงละเมิดและเผชิญความรุนแรง หรือแต่งงานขณะที่มีอายุน้อยเกินไป รายงานยังกล่าวว่าเด็กหญิงต้องประสบกับความรุนแรงในครอบครัวและ/หรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศมากกว่าเด็กชาย ทั้งยังมีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อเอชไอวีมากกว่าอีกด้วย ความท้าทายเหล่านี้เป็นปัญหาที่วัยรุ่นในประเทศไทยต้องเผชิญเช่นกัน

ข้อมูลของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษากล่าวว่า ในจำนวนเด็กกลุ่มนี้ซึ่งเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในปี พ.ศ. 2541 นั้นมีเพียงร้อยละ 55 สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปี พ.ศ. 2552 ซึ่งหมายความว่าในบรรดาเกือบครึ่งหนึ่งของนักเรียนที่เข้าโรงเรียนนั้นไม่ได้สำเร็จการศึกษาในเวลา 12 ปี หรือต้องเรียนซ้ำชั้น ยังมีวัยรุ่นไทยอีกมากที่ไม่ได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาหลังจบการศึกษาชั้นประถม ดังนั้นวัยรุ่นจำนวนมากจะขาดความรู้หรือทักษะที่จำเป็นในการหางานทำในตลาดแรงงานที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ

การจะทำให้วัยรุ่นในประเทศไทยและวัยรุ่นทั่วโลกสามารถเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ตลอดจนปัญหาอื่นๆ เช่น ความแปรผันทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ค่าใช้จ่ายด้านการสาธารณสุขที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนวิกฤติด้านมนุษยธรรมต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้น รายงานดังกล่าวเสนอว่าควรมีการมุ่งเน้นการลงทุนในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ:

- พัฒนาการจัดเก็บข้อมูลเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ของวัยรุ่นได้ดียิ่งขึ้น
- ลงทุนด้านการศึกษาและการฝึกอบรม เพื่อให้วัยรุ่นสามารถหลุดพ้นจากความยากจนและช่วยสนับสนุนระบบเศรษฐกิจในประเทศของตนได้
- ขยายโอกาสให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นต่างๆ เช่น ในสภาเยาวชนแห่งชาติและในการประชุมแสดงความคิดเห็นต่างๆ
- ส่งเสริมกฏหมาย นโยบายและโครงการต่างๆ ที่ปกป้องสิทธิของวัยรุ่น และช่วยให้พวกเขาเอาชนะอุปสรรคในการได้รับการบริการขั้นพื้นฐานต่างๆ และ
- สนับสนุนการต่อสู้กับความยากจนและความไม่เสมอภาค

หากมีการจัดการที่ดีด้วยวิสัยทัศน์ จำนวนเด็กและวัยรุ่นในประเทศไทยที่กำลังลดจำนวนลงเรื่อยๆ นั้นจะมิได้นำมาซึ่งปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นโอกาสทองด้วยเช่นกัน โดยหมายความว่าสังคมสามารถเพิ่มมูลค่าการลงทุนในอัตราเด็กต่อคนได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมพัฒนาการและช่วยเตรียมพวกเขาให้มีความพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาต่างๆ ในอนาคตได้ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่งนี้

หากต้องการดูรายงาน สภาวะเด็กโลกปี 2011 ฉบับเต็ม  กรุณาคลิกที่นี่ 

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children