สถานการณ์เป็นอย่างไร
เรากำลังมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของทัศนคติที่สังคมมีต่อเด็ก จากเดิมเด็กถูกมองว่าเป็นเสมือนทรัพย์สมบัติของผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันสังคมกำลังมองว่าเด็กเป็นคนๆ หนึ่งที่มีตัวตน มีสิทธิ มีคุณค่า และมีศักยภาพในการทำประโยชน์ให้สังคมเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ทัศนคติที่เปลี่ยนไปดังกล่าว ช่วยทำให้เด็กมีความเสี่ยงน้อยลงที่จะถูกทอดทิ้ง แสวงประโยชน์ ล่วงละเมิด และละเลย ถึงกระนั้นก็ดี เรายังคงต้องรณรงค์ต่อไปในการส่งเสริมให้สังคมตระหนักถึงสิทธิเด็กและการเคารพในสิทธิของเด็ก และการรณรงค์ควรเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม เช่น ชุมชน รัฐบาล สถาบันการศึกษา นักการเมือง เด็กและเยาวชน ภาคเอกชน และสื่อ การรณรงค์ทำได้หลายรูปแบบ เช่น รณรงค์ในระดับนโยบายกับผู้มีอำนาจตัดสินใจในการออกกฎหมายและกำหนดนโยบาย ความสำเร็จที่ผ่านมา คือ การบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งเพิ่มบริบทการคุ้มครองเด็กมากขึ้น และปรับปรุงวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่งานยุติธรรมและตำรวจให้มีความละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของเด็กที่ทำผิดกฎหมาย ส่วนการรณรงค์ในระดับชุมชน หมายถึง การทำให้ครอบครัวตระหนักในสิทธิต่างๆ ของเด็ก และพร้อมที่จะดูแลและปฎิบัติต่อเด็กเพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ ปัญหาของเด็กควรได้รับการนำเสนออย่างกว้างขวางในสื่อ เพื่อที่ว่าปัญหาเด็กจะไม่ถูกละเลย องค์การยูนิเซฟส่งเสริมให้เกิดการแสดงความคิดเห็นและการวิเคราะห์นโยบายของรัฐบาลและทัศนคติของสังคมที่มีต่อเด็กในสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ เป้าหมายต่อไปของเรา คือ การนำเสนอสื่อสำหรับเด็กที่ประสบความสำเร็จทั้งที่ทำโดยผู้ใหญ่และที่เด็กทำเอง เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ การส่งเสริมให้สื่อใช้อำนาจที่มีอยู่ในทางที่ดีและสร้างสรรค์สำหรับเด็ก เนื่องจากประชาชนจำนวนมากบริโภคสื่อในรูปแบบต่างๆ โดยร้อยละ 95 ของครอบครัวคนไทยในปัจจุบันมีโทรทัศน์ เพราะเหตุนี้ จะเห็นได้ว่าเรื่องที่สื่อนำเสนอสามารถมีอิทธิพลต่อทัศนคติของคนในสังคมอย่างมาก
สื่อมีอิทธิพลต่อเด็กอย่างยิ่ง เด็กจำนวนมากบริโภคสื่อในรูปแบบต่างๆ แต่ผู้ผลิตสื่อจำนวนมากกลับมักมองข้ามเด็ก รายการเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการให้ทั้งความรู้และความบันเทิงแก่เด็ก โดยสื่อสำหรับเด็กสามารถสอนเด็กเรื่องสิทธิที่ตนพึงมี และสอนให้เด็กรู้จักรักษาสิทธิตนเอง ทั้งยังสามารถช่วยเตือนเด็กๆ ถึงอันตรายของเอชไอวี/เอดส์ และพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ซึ่งเด็กๆ จะได้รู้สึกว่าพวกเขาสามารถเข้าถึงสื่อที่เป็นประโยชน์กับเขาได้เมื่อต้องการ รูปแบบของการบริโภคสื่อในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ครัวเรือนร้อยละ 95 มีโทรทัศน์ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ห่างไกลในหุบเขาและในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบัน มีคนไทยเพียงร้อยละ 43 เท่านั้นที่ฟังวิทยุ แม้ว่าจะยังคงเป็นที่นิยมของวัยรุ่นและเยาวชนอยู่ก็ตาม ร้อยละ 10 ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนทั้งเพศชายและหญิง โดยส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในเขตเมือง ใน พ.ศ. 2546 รัฐบาลได้สนับสนุนสถานีโทรทัศน์และวิทยุต่างๆ ให้นำเสนอรายการสร้างสรรค์สำหรับเด็กและครอบครัวอย่างน้อยร้อยละ 15 ของช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการออกอากาศ (primetime)
ข้อเท็จจริง • สื่อมวลชนมีเสรีภาพพอสมควร แม้จะมีเรื่องที่น่าวิตกเกี่ยวกับการควบกิจการและผลกระทบจากกฎระเบียบของรัฐบาล • สื่อในประเทศรายงานปัญหาเกี่ยวกับเด็กอยู่บ้าง แต่มักไม่ใส่ใจหรือไม่เข้าใจในสิทธิเด็กเท่าที่ควร • การสร้างจิตสำนึกและการให้ความรู้เรื่องปัญหาต่างๆ ของเด็กแก่สื่อมวลชน รัฐบาลและชุมชนถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง • ร้อยละ 95 ของครัวเรือนทั้งหมดดูโทรทัศน์ • ร้อยละ 43 ของประชากรฟังวิทยุ • ร้อยละ 10 ของประชากรใช้อินเตอร์เน็ต |